ตอน 10
บทที่ 10 ชะตาถูกรัดตรึงด้วยน้ำหนักพันชั่ง เดินเดี่ยวบนเส้นทางหนาม
"ใกล้พื้นที่นาวิญญาณมีเรือนพักอาศัยอยู่ พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก หากไม่พอใจหรือมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถขอให้ศิษย์ที่มีรากปราณธาตุดินช่วยปรับปรุงได้"
ผู้อาวุโสฮวากล่าวเตือน
"รับทราบขอรับ" ทั้งหมดพยักหน้า
ผู้อาวุโสฮวาเสริมต่อ
"นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเดือนที่สี่คือช่วงฤดูหนาว และพวกเจ้าเพิ่งเข้ามาใหม่ ดังนั้นปีนี้จะได้รับการยกเว้นโควตาผลผลิต และจะเริ่มนับกันจริงๆ ในช่วงวันเริ่มฤดูใบไม้ผลิปีหน้า"
"เยี่ยมไปเลย!" หลินอันและจ้าวซื่อเหยาดวงตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยิน
"นั่นหมายความว่าพวกเราสามารถเลือกปลูกได้สินะ?" สวี่ฉางชิงกะพริบตาปริบๆ
ผู้อาวุโสฮวากล่าวทันควัน "หากเลือกจะปลูก สิ้นปีจะต้องส่งมอบข้าววิญญาณชั้นสองให้ได้อย่างน้อยหนึ่งพันชั่ง"
"ข้าอยากลองดูขอรับ" สวี่ฉางชิงไม่อยากทิ้งโอกาสในการเก็บเกี่ยวค่าอายุขัย
ผู้อาวุโสฮวาเตือนว่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องคิดให้ดีนะ ผลผลิตในช่วงฤดูหนาวมันจะลดลง"
หลินอันอดไม่ได้ที่จะเกลี้ยกล่อม "นั่นสิ สหายสวี่ จะลำบากไปทำไมกัน?"
"เจ้าทำแบบนี้ เหมือนกำลังจะบอกว่าพวกเราชอบขี้เกียจกันอย่างนั้นแหละ" จ้าวซื่อเหยาดูไม่พอใจนัก
"ก็ช่วงนี้ว่างๆ อยู่ จะให้นั่งเฉยๆ ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องทำอะไรสักอย่างสิ" สวี่ฉางชิงยักไหล่
"แล้วแต่เจ้าเถอะ" ผู้อาวุโสฮวาจดชื่อสวี่ฉางชิงลงไป
ปฏิกิริยาของคนรอบข้างต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป หลินอันหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เลือกที่จะถอย เพราะไม่กล้าเสี่ยงปลูกพืชในฤดูหนาว ด้วยเหตุผลหลักสองประการ หนึ่งคือผลผลิตจะต่ำลงจนเสี่ยงที่จะทำภารกิจไม่สำเร็จ
สองคือเมื่อปลูกแล้วจะต้องแบ่งผลผลิตให้หานซู่และจ้าวซินครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าหากผลผลิตไม่มากพอ ก็มีโอกาสสูงที่จะส่งมอบภารกิจไม่ได้ สู้รอไปเริ่มจริงจังตอนฤดูใบไม้ผลิปีหน้ายังดีกว่า ไม่เพียงแต่จะมีเวลาเตรียมตัวหลายเดือน ยังได้เรียนรู้การทำงานของพื้นที่แกนกลางนาวิญญาณอีกด้วย
ส่วนจ้าวซื่อเหยา เมื่อเห็นว่าสวี่ฉางชิงคนที่เคยล้มเหลวติดต่อกันถึงสองครั้งยังกล้ารับภารกิจ เขาก็เกิดความไม่ยอมแพ้ขึ้นมาในใจ จึงตัดสินใจรับภารกิจจากผู้อาวุโสฮวาเพื่อลองดูบ้าง
ส่วนจ้าวอิงนั้น เขาไม่มีสิทธิ์เลือกด้วยซ้ำ แค่จางเอ้อร์ส่งสายตามาเพียงครั้งเดียว เขาก็จำต้องก้าวออกไปแจ้งชื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
ผู้อาวุโสฮวากล่าวต่อ "จริงสิ ศิษย์ทางการสามารถเลือกรับวิชาอาคมระดับสูงได้หนึ่งวิชา"
"ระดับสูง?" สวี่ฉางชิงและคนอื่นๆ ต่างดวงตาเป็นประกาย
"มีทั้งหมดสามวิชา ได้แก่ [วิชาเพาะปลูกพฤกษา] [วิชาพันธนาการพฤกษา] และ [วิชาบำรุงชีพพฤกษา]" ผู้อาวุโสฮวาแนะนำ
"รายละเอียดของแต่ละวิชาคืออะไรขอรับ?" สวี่ฉางชิงถามจี้
"วิชาเพาะปลูกพฤกษา คือฉบับปรับปรุงของเคล็ดวิชาฉางชิง ส่วนวิชาพันธนาการพฤกษาเป็นวิชาโจมตีเพียงหนึ่งเดียวในนี้ สำหรับวิชาบำรุงชีพพฤกษา ก็ตามชื่อเลยคือช่วยยืดอายุขัยของพวกเจ้า" ผู้อาวุโสฮวาอธิบาย
สวี่ฉางชิงคิดในใจ 'วิชาที่หนึ่งกับที่สามไม่เหมาะกับข้า' ประการแรกเคล็ดวิชาฉางชิง ของเขาบรรลุถึงชั้นที่ห้าแล้ว นับว่าเพียงพอแล้ว ประการต่อมา เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอายุขัย ดังนั้นจึงตัดออกไปได้
เมื่อพิจารณาว่าจางเอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ ส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาตลอด เห็นได้ชัดว่าหมอนี่ต้องหาเรื่องเขาแน่ หากไม่มีวิธีการป้องกันตัวไว้บ้าง เกรงว่าจะถูกเล่นงานจนตาย
"เลือกได้แล้วก็เข้ามาหยิบไป" ผู้อาวุโสฮวากล่าวพลางหาวหวอด
หลินอันครุ่นคิด "นี่ต้องเลือกด้วยเหรอ? ก็ต้อง วิชาเพาะปลูกพฤกษาสิ!"
"ใช่แล้ว" จ้าวซื่อเหยาเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ข้า... ควรเลือกอะไรดี?" จ้าวอิงหันไปถามคนข้างๆ
จางเอ้อร์กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย "วิชาเพาะปลูก"
"รับทราบ" จ้าวอิงพยักหน้า
ไม่นานนัก คนอื่นๆ ก็รับวิชาไปจนครบ เมื่อเห็นผู้อาวุโสฮวาหันมามองตน สวี่ฉางชิงจึงถามขึ้นว่า
"วิชาอาคมระดับสูงเหล่านี้ ภายหลังสามารถแลกเปลี่ยนได้หรือไม่ขอรับ?"
"หากคะแนนสะสมเพียงพอก็ย่อมได้" ผู้อาวุโสฮวาตอบรับ
สวี่ฉางชิงไม่รีรอ ตัดสินใจเลือก วิชาพันธนาการพฤกษาทันที เหตุผลที่เลือกวิชาโจมตีก็เพราะกลัวว่าจางเอ้อร์จะล้างแค้นในภายหลัง การเลือกวิชานี้ไว้ก่อนย่อมได้เปรียบ ในด้านการปลูกพืชเคล็ดวิชาฉางชิงเลเวลเต็มของเขาก็เหลือเฟือแล้ว หากจำเป็นจริงๆ ค่อยใช้คะแนนสะสมแลก วิชาเพาะปลูกพฤกษาทีหลังก็ได้
"หือ?"
ผู้อาวุโสฮวาดูแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเขารับวิชาโจมตีเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ทุกคนมีสิทธิ์เลือกของตนเอง แม้เขาจะเป็นผู้ดูแล แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย
"เจ้าเลือกวิชาอะไรน่ะ?" หลินอันขยับเข้ามาถามด้วยความสงสัย
"ก็เหมือนพวกเจ้านั่นแหละ" สวี่ฉางชิงยักไหล่
หลินอันและจ้าวซื่อเหยาเผยสีหน้า 'รู้อยู่แล้ว' ออกมาทันที สำหรับชาวนาวิญญาณแล้ว ผลผลิตคือทุกสิ่ง ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อสู้ ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเลือกวิชาโจมตี ส่วนอายุขัยน่ะเหรอ? ผู้ฝึกตนที่มีรากปราณพฤกษา ย่อมมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว!
เวลานี้ สวี่ฉางชิงกุมป้ายหยกในมือไว้แน่น แล้วถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป ทันใดนั้นเนื้อหาของ วิชาพันธนาการพฤกษาก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ สมกับเป็นวิชาระดับสูง มันลึกซึ้งกว่าเคล็ดวิชาฉางชิงขั้นต้นมาก
เนื่องจากเป็นวิชาโจมตี จึงมีข้อกำหนดอยู่บ้าง อย่างน้อยต้องมีระดับพลังช่วงกลางของขั้นฝึกปราณถึงจะฝึกฝนได้ หากอยู่ในขั้นเริ่มต้นจะฝืนเกินไป และเมื่อฝึกสำเร็จ ภายในกายจะปรากฏตราประทับวิญญาณขึ้นมา จากนั้นเพียงแค่ใช้พลังวิญญาณเล็กน้อยก็สามารถควบคุมพืชพันธุ์รอบข้างได้แล้ว
สายตาของผู้อาวุโสฮวากวาดผ่านคนทั้งหมดแล้วถามว่า
"ลำดับต่อไป พวกเจ้าจะเลือกข้าววิญญาณที่คุ้นเคย หรือจะเลือกพืชวิญญาณชนิดอื่น?"
สวี่ฉางชิงเก็บป้ายหยกเข้าถุงเก็บของแล้วถามอย่างสงสัย "มีชนิดอื่นด้วยหรือขอรับ?"
"แน่นอน มีให้เลือกมากมายเลยล่ะ" ผู้อาวุโสฮวากล่าวอย่างมั่นใจ
"สำหรับพวกเราคงไม่มีให้เลือกเยอะเท่าไหร่มั้ง?" จ้าวซื่อเหยาไม่ใช่คนโง่
"หากอยู่ในขั้นฝึกปราณเริ่มต้น และเคล็ดวิชาฉางชิงต่ำกว่าชั้นที่สอง ก็ทำได้เพียงเลือกข้าววิญญาณ แต่หากถึงขั้นฝึกปราณกลาง จะสามารถเลือกพืชวิญญาณได้ถึงสิบชนิด"
ผู้อาวุโสฮวาอธิบายคร่าวๆ
"ข้าเลือกข้าววิญญาณขอรับ"
สวี่ฉางชิงตัดสินใจโดยไม่ต้องถามซ้ำ แม้ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาจะถึงขั้นฝึกปราณกลางและเคล็ดวิชาฉางชิงก็เลื่อนถึงชั้นที่ห้าตามเกณฑ์ ซึ่งตามหลักแล้วเขาสามารถเลือกพืชชนิดอื่นได้ แต่เขาไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ความลับนี้ ดังนั้นข้าววิญญาณจึงเป็นทางเลือกเดียว ไม่เช่นนั้นอาจดึงดูดความสนใจจากผู้อื่น โดยเฉพาะจางเอ้อร์
"ข้าก็เลือกข้าววิญญาณ" เมื่อเห็นสวี่ฉางชิงตัดสินใจเด็ดขาด จ้าวซื่อเหยาก็ไม่กล้าประมาทเช่นกัน
ไม่นานนัก จ้าวอิงก็เลือกข้าววิญญาณเช่นกัน ในช่วงที่อยู่เขตชั้นนอก พวกเขาเคยปลูกข้าววิญญาณมาแล้วสองถึงสามไตรมาส จึงคุ้นเคยและมีประสบการณ์มากพอ หากเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น ต่อให้ไม่ล้มเหลว แต่ผลผลิตก็คงไม่สูงนัก
"เก็บของให้ดี พวกเจ้าไปได้แล้ว" ผู้อาวุโสฮวาแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์จนครบ ภารกิจต้อนรับก็เป็นอันสิ้นสุดลง
"ไปกันเถอะ"
สวี่ฉางชิงเดินนำออกไปก่อน ไม่นานพวกเขาก็มาถึงด้านนอกของตำหนัก ต่างคนต่างมองหน้ากัน สุดท้ายสายตาทุกคู่ก็ไปตกที่จ้าวอิงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ จางเอ้อร์
ครั้งนี้มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเป็นศิษย์ทางการ ในช่วงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันไปดูแลพื้นที่ของใครของมัน ความรู้สึกจึงค่อนข้างซับซ้อนและคงไม่มีโอกาสได้เจอกันบ่อยนัก
"ขอให้ทุกคนโชคดีนะ" สวี่ฉางชิงประสานมือลาแล้วจากไป
หลินอันยิ้มให้จ้าวซื่อเหยา "พื้นที่ของเราอยู่ใกล้กัน ไว้ค่อยไปมาหาสู่กันนะ"
"ได้สิ"
จ้าวซื่อเหยาตอบรับโดยไม่ลังเล ทั้งสองตั้งใจจะชวนจ้าวอิงคุยด้วย แต่พอเห็นจางเอ้อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็นึกท้อจึงส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
ครู่เดียว ลานกว้างบนยอดเขาก็เหลือเพียงจางเอ้อร์และจ้าวอิง มองส่งสวี่ฉางชิง หลินอัน และจ้าวซื่อเหยาที่จากไป จ้าวอิงรู้สึกอิจฉาอย่างที่สุด
ทันใดนั้น มือหนึ่งก็วางลงบนบ่าของเขา แม้ดูเหมือนไร้น้ำหนัก แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนแผ่นหลังของจ้าวอิงห่อเหี่ยวลงทันที และไม่อาจยืดตัวขึ้นได้อีก!