ตอน 12
บทที่ 12: ทักษะเปียโนระดับปรมาจารย์
ซุนนาน่านั่งตัวตรงขึ้นมาทันที
“พูดมาสิ? เรียกฉันมามีธุระอะไรกันแน่? ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีอะไรช่วยเธอได้”
สวี่เหวินพยักหน้า
“รุ่นพี่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ แววตาคมกริบเหลือเกิน คือมันก็มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย สั่งอาหารก่อนดีกว่า เราค่อยกินไปคุยไปกัน”
“นั่นสินะ ถ้าเกิดปฏิเสธเธอตอนนี้ เดี๋ยวตอนกินข้าวจะรู้สึกผิดจนกินไม่ลง หรือไม่ก็ต้องกลับบ้านไปแบบหิวๆ น่ะสิ”
สวี่เหวินเรียกพนักงานมาสั่งสลัดล็อบสเตอร์ พาสต้า และสเต็กเนื้อ ส่วนซุนนาน่าสั่งไข่ดาวน้ำแซลมอนกับจานรวมแฮม ไม่นานนักอาหารเรียกน้ำย่อยก็มาเสิร์ฟ ทั้งสองคนเริ่มทานไปพลางพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
“จริงๆ มันก็ไม่ซับซ้อนอะไรหรอกครับ คือช่วงนี้ผมมีไอเดียอยากเปิดร้านสักร้าน แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยอยากให้รุ่นพี่ช่วยดูให้หน่อย”
สวี่เหวินหยิบขนมปังมาทานคำหนึ่ง แล้วจิบน้ำผลไม้ที่ตั้งใจสั่งมา
“ขอให้ฉันช่วยงั้นเหรอ?” ซุนนาน่าเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย
“ให้ฉันช่วยเฉยๆ หรือจะชวนฉันไปทำด้วยกัน?”
“ถ้าจ้างรุ่นพี่ได้ก็น่าจะดีกว่าครับ”
สวี่เหวินแสร้งยิ้มอย่างเขินอาย ใครจะไปกล้าดึงตัวผู้จัดการร้านเก่งๆ มาดูแลร้านชานมไข่มุกกระแสหลักของเขากันล่ะ มันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย
“จะเปิดร้านอะไร?” ซุนนาน่าถามโดยยังไม่ตอบตกลง
“ตอนนี้ร้านที่กำลังเป็นกระแสขายดีมาก ผมเลยอยากเปิดร้านชานมไข่มุกน่ะครับ”
สวี่เหวินพยายามพูดให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเขาไม่ได้สนเรื่องกำไรขาดทุนเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เขาโฟกัสมีแค่ยอดขายต่อใบเสร็จ ปริมาณลูกค้า และความพึงพอใจของลูกค้าเท่านั้น
“ถ้าเรื่องนี้ ฉันขอตัวก่อนนะ” สีหน้าของซุนนาน่าเปลี่ยนไปทันที เตรียมจะลุกจากโต๊ะ
“เดี๋ยวก่อนครับรุ่นพี่!” สวี่เหวินรีบกดไหล่ซุนนาน่าให้ลงไปนั่งที่เดิม
“ผมให้เงินเดือนสองเท่าเลย”
สีหน้าของซุนนาน่าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอเริ่มลังเล
“นี่รุ่นน้อง... เธอจะแกล้งพี่หรือเปล่าเนี่ย?”
“แกล้งตรงไหนกันครับ?” สวี่เหวินหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าร้านชานมเดี๋ยวนี้เปิดสิบเจ๊งเก้า ถ้าฉันรับเงินเดือนสองเท่าจากเธอแล้วทำได้ไม่ถึงสองเดือนก็โดนไล่ออก ตอนนั้นฉันก็ไม่มีตำแหน่งผู้จัดการรอรับอยู่น่ะสิ”
“ทำไมจะเปิดไม่ได้ล่ะครับ?” สวี่เหวินไม่ยอมแพ้
“รุ่นพี่ลองว่ามาซิ ว่ามีปัญหาตรงไหนบ้าง?”
“อย่างแรกคือทำเล ร้านชานมต้องตั้งอยู่ในจุดที่คนพลุกพล่าน แล้วเรื่องร้านล่ะ เธอหาทำเลได้หรือยัง?”
“ก็เอาทำเลที่ดีที่สุดสิครับ” สวี่เหวินพูดเรียบๆ
“เงินไม่ใช่ปัญหาหรอก”
“แล้วคิดหรือยังว่าจะแฟรนไชส์แบรนด์ไหน?”
“สร้างแบรนด์ตัวเองครับ”
สวี่เหวินคิดมานานแล้ว ถ้าแฟรนไชส์ก็เหมือนมีโซ่ตรวน การตลาดทุกอย่างต้องทำตามคำสั่งสำนักงานใหญ่ แถมกำหนดราคาเองไม่ได้อีก
“สร้างแบรนด์เองเนี่ยนะ? เธอเสียสติไปแล้วหรือเปล่า ฉันไม่เอาด้วยหรอก” ซุนนาน่าอ้าปากค้าง
การสร้างแบรนด์เองแปลว่าไม่มีชื่อเสียงในตลาดเลย ไม่พึ่งพาแบรนด์ใหญ่แล้วจะเอาอะไรมาดึงดูดลูกค้า? แล้วสูตรล่ะ? จะขายอะไร?
“เราสร้างกระแสเองไม่ได้หรือไง? ผมจะจ้างพวกอินฟลูเอนเซอร์มาทำคอนเทนต์รีวิว ตกแต่งร้านให้มีมุมถ่ายรูป จ้างคนเขียนบทความ จ้างคนมาต่อคิวเช็กอิน ส่วนเรื่องสูตรน่ะเหรอ? ก็ใช้เงินซื้อสิ ไม่ต้องซับซ้อนหรอก เราจะใช้แต่นมที่ดีที่สุด ผลไม้ที่สดที่สุด ทุกอย่างทำมือสดใหม่ นี่แหละจุดเด่นของเรา”
“ต้นทุนสูงขนาดนั้น แล้วราคาขายล่ะ?” ซุนนาน่าถูกความมั่นใจของสวี่เหวินทำให้พูดไม่ออก เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ราคาแค่พออยู่ตัวก็พอครับ” สวี่เหวินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เธอไม่คิดจะเอากำไรหรือไง?” ซุนนาน่ารู้สึกเหลือเชื่อ
“รุ่นพี่ครับ ผมพูดตรงๆ นะ การเปิดร้านนี้ผมไม่สนเรื่องกำไรขาดทุน แค่ไม่ขาดทุนก็พอ เป้าหมายเดียวของผมคือ ‘ความนิยม’ ครับ!”
“อีกอย่างร้านนี้ผมตั้งใจจะเปิดไปยาวๆ เงินลงทุนก้อนแรกหนึ่งล้านพอไหมครับ?” สวี่เหวินถาม ดวงตาเป็นประกาย
“พอสิ... ถ้าแค่เปิดร้านชานมให้ดีที่สุด เงินแค่นี้เหลือเฟือ” ซุนนาน่ามึนงงไปหมดกับวิธีคิดของสวี่เหวิน
“ฉันล่ะไม่เข้าใจความคิดคนรวยจริงๆ เลย เธอทำแบบนี้มันต่างอะไรกับการเอาเงินไปโยนทิ้งให้เกิดเสียงเล่นล่ะ?”
“รุ่นพี่ครับ เชื่อเรื่องทำเพื่อความฝันไหม?” สวี่เหวินหยอดมุกเสี่ยวใส่ซุนนาน่าไปหนึ่งดอก เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีอะไรจึงยิ้มต่อ
“พี่นาน่า เอาเรื่องจริงเลยนะ ถ้าพี่มาช่วยผม ผมจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้หนึ่งปีเลย”
เขาหั่นสเต็กเนื้อเข้าปาก กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว
“จ่ายล่วงหน้าหนึ่งปี?”
สีหน้าของซุนนาน่าเปลี่ยนเป็นจริงจัง เธอเริ่มคำนวณในใจพลางจิบน้ำผลไม้ ตอนนี้เงินเดือนผู้จัดการของเธอคือแปดพัน ซึ่งสวี่เหวินรู้ดี สองเท่าก็คือหนึ่งหมื่นหกพัน จ่ายล่วงหน้าหนึ่งปีก็คือหนึ่งแสนเก้าหมื่นสองพันหยวน
ใจมันเริ่มเต้นตึกตักแล้ว
สวี่เหวินไม่รีบเร่ง เขานั่งทานสลัดล็อบสเตอร์พลางฟังเพลงเปียโน จนเผลอดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ
[ ติ๊ง! ท่านได้รับภารกิจประจำวัน: การแสดงเดี่ยวของนักเปียโน ]
[ เนื่องจากท่านได้สัมผัสระบบทักษะเป็นครั้งแรก ระบบได้อัปเกรดให้ท่านเป็นทักษะเปียโนระดับปรมาจารย์ถาวรโดยอัตโนมัติ ]
[ ขอให้ท่านแสดงเดี่ยวเปียโนหนึ่งเพลง หากสำเร็จถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น ]
[ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ จะได้รับรางวัลแบบสุ่มหนึ่งอย่าง ]
“นี่มันอะไรกัน?”
สวี่เหวินกดเข้าไปดูด้วยความสงสัย พบว่าเป็นคูปองทักษะเปียโนระดับปรมาจารย์แบบถาวร ซึ่งหากใช้แล้วจะได้รับความสามารถในการเล่นเปียโนระดับมืออาชีพไปตลอดกาล
“แต่ว่า... ต้องเล่นต่อหน้าคนเยอะๆ เลยเหรอ?” สวี่เหวินตกอยู่ในห้วงความคิด เขาต้องเตรียมใจอยู่ครู่หนึ่ง
สักพัก เพื่อเห็นแก่รางวัลภารกิจ สวี่เหวินที่ยอมทำใจขึ้นไปแสดงสดเงยหน้ามองซุนนาน่าที่กำลังลังเลอยู่
“พี่นาน่า ดูพี่เครียดจัง เอาอย่างนี้ ไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอก ผมขอไปซ้อมมือหน่อยได้ไหม?”
สวี่เหวินชี้ไปที่เปียโนที่ว่างอยู่
ซุนนาน่าแปลกใจ
“เอาจริงดิ? เธอเล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอ? นี่ไม้ตายลับเหรอเนี่ย?” เธอแซว
“งั้นเล่นให้ดูหน่อย ถ้าทำให้ฉันประทับใจได้ ฉันจะตกลง”
“ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้นนะครับ?” สวี่เหวินใช้กระดาษทิชชู่เช็ดปาก
“คำพูดดุจทองพันชั่ง” ซุนนาน่าเห็นว่าสวี่เหวินเอาจริงเธอก็ตั้งใจรอฟัง
สวี่เหวินลุกขึ้นพร้อมกับใช้คูปองทักษะเปียโนระดับปรมาจารย์ถาวรทันที ฉับพลันความรู้และทักษะดนตรีที่สั่งสมมานับสิบปีก็ถาโถมเข้ามาในร่าง
เปียโนที่ตั้งอยู่กลางลานระเบียงถูกปล่อยทิ้งไว้ นักดนตรีประจำร้านไม่รู้หายไปไหน สวี่เหวินนั่งลงอย่างสบายๆ โดยไม่ได้มีใครสนใจนัก เขาตั้งสมาธิครู่หนึ่ง จะเล่นเพลงอะไรดี? คิดอยู่สักพัก เอาแบบสบายๆ ไหมนะ? ช่างเถอะ เล่นแบบจัดเต็มไปเลย!
สวี่เหวินวางมือลงบนคีย์เปียโน นิ้วมือของเขากลายเป็นภาพติดตาที่เต้นระบำไปบนลิ่มสีขาวและดำในทันที เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 2 ในคีย์ G Minor
ผลงานระดับตำนานที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดและบ้าคลั่งที่สุด ทั้งทรงพลังและอลังการ
ในทันใดนั้น เสียงดนตรีก็พัดโหมกระหน่ำเหมือนพายุ ทั้งการบรรเลงแบบกวาดนิ้ว การกระโดดข้ามคีย์ และเทคนิคระดับสูงที่ถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน ทั้งเสียงประสานและจังหวะที่ซับซ้อนดุจการร่ายรำ
ภาพนั้นชวนให้ละลานตา คนที่ฟังเป็นต่างตกตะลึงด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจแทบหยุดเต้น ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องดนตรีก็ได้แต่นั่งอ้าปากค้าง
“นี่มันอะไรกัน! เพลงเปียโนอะไรเนี่ยฟังดูวุ่นวายจัง” คนที่ไม่รู้เรื่องพึมพำขึ้นมา
“ถ้าไม่รู้ก็อย่าพูดมั่วๆ!” คนที่ดูเป็นรีบสวนกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นี่คือเปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 2 หนึ่งในเพลงที่ยากที่สุดในโลก การเล่นได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าเขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักเปียโนแล้ว มื้อนี้คุ้มค่าจริงๆ”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นักดนตรีเปียโนประจำร้านมายืนดูอยู่อย่างเคารพ สายตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในตัวปรมาจารย์ แม้คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจดนตรีลึกซึ้ง แต่เมื่อปล่อยใจไปกับเสียงเพลง อารมณ์ของพวกเขาก็ถูกดึงดูดไปราวกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
แน่นอนว่าสวี่เหวินไม่ได้เล่นจนจบเพลง แต่ท่อนที่เขาเล่นล้วนเป็นช่วงที่ยากที่สุดของทั้งบทเพลง เมื่อเขาเล่นจบและลุกขึ้นยืน ผู้คนรอบข้างต่างพากันส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้ด้วยความคลั่งไคล้
นักเปียโนประจำร้านเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางศรัทธา
“คุณครับ! คุณเล่นได้สุดยอดมาก ขอบคุณจริงๆ ที่มอบประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืมให้กับผม”
พูดจบเขาก็โค้งคำนับให้อย่างลึกซึ้ง
“เกินไปครับ วันหน้าคุณก็ทำได้เหมือนกัน” สวี่เหวินยิ้มตอบ พยักหน้าให้แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ
“ว้าว!”
ซุนนาน่าจ้องมองสวี่เหวินด้วยสายตาเป็นประกาย แม้เธอจะดูไม่ออกว่าเปียโนยากแค่ไหน แต่การที่นักดนตรีอาชีพยอมโค้งคำนับขนาดนั้นก็บอกอะไรได้หลายอย่าง
“น่าทึ่งจริงๆ!”
ระดับฝีมือที่สามารถทำให้นักเปียโนอาชีพยอมสยบได้นั้นจะสูงส่งเพียงใดกัน? นึกไม่ออกเลยจริงๆ เธอไม่นึกเลยว่าสวี่เหวินที่ดูธรรมดาๆ คนนี้ กลับมีขุมพลังมหาศาลซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่าย
“งั้นรุ่นพี่ว่ายังไงครับ?”
“ลองพูดอะไรหวานๆ ให้ฟังอีกสักหน่อยสิ?” ซุนนาน่ายังคงหยอกล้อ
“รุ่นพี่ครับ ผมว่าไม่ดีกว่ามั้ง ถ้าผมพูดไม่เข้าหูแล้วรุ่นพี่โกรธขึ้นมา ผมคงไม่คุ้มแน่ๆ” สวี่เหวินส่ายหน้าหัวเราะ
“เสียบรรยากาศ!” ซุนนาน่าแกล้งด่า
“ถ้าเธอพูดคำหวานๆ อีกสักสองสามคำ อย่าว่าแต่ช่วยเปิดร้านเลย เรื่องอื่นฉันก็ยอมพิจารณานะ” เธอพูดด้วยสายตาที่ท้าทาย
“เอาเรื่องแล้ว!” ใจของสวี่เหวินสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะรีบกดอารมณ์ไว้ นี่มันหญ้าข้างรั้วชัดๆ ขืนกินเข้าไปมีปัญหาแน่
“รุ่นพี่อย่าล้อเล่นเลยครับ คนที่จีบพี่น่ะต่อคิวตั้งแต่นอกเมืองยันในเมือง คงไม่ถึงคิวผมหรอก” สวี่เหวินพูดอย่างจริงจัง
แววตาของซุนนาน่าฉายความผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นทางการ
“เรื่องเปิดร้านฉันตกลง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ค่อยมาคุยกันอีกที ถ้าเงินพร้อมแล้วฉันจะเริ่มจัดการให้ทันที”
“ดีเลยครับ!” สวี่เหวินยิ้มร่า
“มีพี่นาน่าช่วย งานนี้ต้องสำเร็จเป็นสองเท่าแน่นอน” สวี่เหวินขอเลขบัญชีของซุนนาน่าและโอนเงินลงทุนหนึ่งล้านหยวนไปทันที
การที่เขากล้าโอนเงินล้านให้เธอโดยไม่กะพริบตา ไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว แต่ยังแสดงถึงความไว้วางใจที่มีต่อซุนนาน่าด้วย
แม้จะยังไม่ถึงกับภักดีจนถวายหัว แต่ซุนนาน่าก็เริ่มยอมรับในตัวเจ้านายคนใหม่คนนี้มากขึ้นแล้ว