ตอน 2

บทที่ 2: เงินชดเชย


ยามเช้าตรู่ ฉินอวี้ชิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเอะอะโวยวายของลูกพี่ลูกน้องที่ดังมาจากนอกห้อง

“แม่! ผมอยากกินซาลาเปาไส้เนื้อ”

ซ่งซิ่วเหมยส่งนมมอลต์ชงร้อนๆ ให้ฉินเซิ่งลี่


“ได้สิลูก เดี๋ยวแม่ไปซื้อเนื้อมาให้ ตอนนี้กินบะหมี่ไข่ประทังหิวไปก่อนนะ”

ฉินอวี้ชิงที่นั่งอยู่ในห้องพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา แค่บะหมี่ไข่ยังเรียกว่าประทังหิว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาลืมรากเหง้าตัวเองไปหมดแล้วเมื่อคืนเธอพยายามหาเล่มสมุดเงินฝากของพ่อทั่วบ้านแต่ไม่พบ ในชาติก่อนเธอเข้าใจผิดมาตลอดว่าเงินทุกบาททุกสตางค์เก็บอยู่ในสมุดบัญชีของแม่ เพราะทุกครั้งที่พ่อกลับบ้าน ท่านมักจะนำเงินทั้งหมดมามอบให้แม่เสมอ

เธอไม่เคยเอะใจมาก่อน ทว่าไม่ว่าอย่างไร พ่อควรจะมีสมุดบัญชีส่วนตัว และเงินชดเชยการเสียชีวิตก็น่าจะอยู่ในนั้น

*ปัง!* ประตูห้องถูกกระชากเปิดออก ตามมาด้วยเสียงตะโกนลั่นของฉินซูเหยา


“แม่! หนูไม่แต่งงานกับเสิ่นอวี้เฉิงเด็ดขาด!”

“อื้อๆ!” ตามด้วยเสียงเหมือนถูกใครบางคนเอามือปิดปากเอาไว้ จากนั้นก็เป็นเสียงลากตัวคนออกไปแล้วปิดประตูลง

ฉินอวี้ชิงใจคอไม่ดีนัก จากที่ได้ยินเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าฉินซูเหยาก็เกิดใหม่เช่นกัน... ‘น่าสนุกดีนี่ งั้นชาตินี้มาดูกันว่าเธอจะเลือกเดินเกมอย่างไร’ เธอแต่งตัวตามปกติแล้วเปิดประตูออกไป ในห้องโถงมีเพียงฉินเซิ่งลี่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาสูดเส้นบะหมี่

“สวัสดีตอนเช้าค่ะ พี่ชาย”


ฉินอวี้ชิงทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ในเมื่อตอนนี้ไม่ใช่มีแค่เธอคนเดียวที่ย้อนอดีตกลับมา

“อืม” ฉินเซิ่งลี่รับคำส่งๆ เขาไม่เคยแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเธอเลย

ฉินอวี้ชิงเองก็ไม่คิดจะเอาหน้าไปแนบกับก้นร้อนๆ ของใคร ในเมื่อบ้านนี้เป็นของเธอ แต่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวลุงและป้าที่ย้ายเข้ามาอยู่กลับทำตัวเป็นเจ้าของ ส่วนเธอเป็นเพียงส่วนเกิน พวกเขามักพูดจาถากถางเธออยู่บ่อยครั้ง

เธอเหลือบมองไข่ดาวในชามของเขา มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นชา เธอเดินเข้าไปในห้องครัว เห็นชามบะหมี่วางอยู่สองชาม ชามหนึ่งมีไข่ดาววางอยู่ด้านบน อีกชามว่างเปล่า ปกติซ่งซิ่วเหมยมักจะเอาชามที่มีไข่ให้เธอ โดยอ้างว่าลูกพี่ลูกน้องร่างกายกำลังเจริญเติบโต ไม่กินไข่ก็ไม่เป็นไร เธอเองด้วยความเกรงใจจึงมักจะควักเงินตัวเองซื้ออาหารที่พวกเขาชอบมาให้อยู่เสมอ

ครั้งนี้ ฉินอวี้ชิงใช้ตะเกียบเขี่ยดูในชามที่ดูเหมือนไม่มีไข่ ปรากฏว่าก้นชามมีไข่ดาวซ่อนอยู่ถึงสองใบ! เธอยังลองเขี่ยในหม้อที่เหลือ ก็พบว่ามีไข่ดาวฝังอยู่ใต้เส้นบะหมี่เช่นกัน

เมื่อจัดแจงทุกอย่างให้เหมือนเดิมแล้ว เธอก็หยิบชามบะหมี่ที่มีไข่วางอยู่ด้านบนออกมา

ฉินเซิ่งลี่เพิ่งนึกได้ว่าต้องกินไข่ จึงยกชามขึ้นซดรวดเดียวหมดในไม่กี่คำ ก่อนจะวางตะเกียบแล้วลุกขึ้น


“ไปละนะ”

“เดินดีๆ นะคะพี่ชาย” ฉินอวี้ชิงไร้ซึ่งอารมณ์ในดวงตา... ‘คิดจะเล่นตุกติกต่อหน้าฉันงั้นรึ?’

ภายในห้องนั้นมีเสียงสะอื้นไห้ ฉินอวี้ชิงนั่งกินบะหมี่ไปพลางฟังไปพลาง แต่เพราะเสียงที่ถูกกดให้เบาลงทำให้เธอจับใจความได้เพียงคำว่า ‘ไม่แต่งงาน’ กับ ‘ซวย’ เป็นระยะๆ

เมื่อกินอิ่ม ฉินอวี้ชิงก็วางชามทิ้งไว้เหมือนกับที่ฉินเซิ่งลี่ทำ ‘จากนี้ไป งานล้างจาน... ฉันไม่ทำแล้ว’

เธอสะพายกระเป๋าสะพายข้างสีเขียวทหาร ตั้งใจเคาะประตูห้องนอนแล้วชะโงกหน้าเข้าไป


“ป้าคะ หนูไปทำงานก่อนนะคะ... เอ๊ะ พี่ซูเหยาร้องไห้เหรอคะ? เป็นอะไรไปคะ?”

ซ่งซิ่วเหมยสะดุ้งสุดตัวด้วยความเลิ่กลั่ก “ไม่มีอะไรหรอก... แค่ฝุ่นเข้าตาน่ะ เดี๋ยวก็หาย”

“ให้หนูช่วยเป่าให้ไหมคะ?” แววตาร้ายกาจฉายผ่านดวงตาฉินซูเหยา เธอรีบก้มหน้าพูดอย่างหงุดหงิด


“ไม่ต้องหรอก ฉันกำลังจะไปทำงานแล้ว”

‘สายตาแบบนี้... ไม่ผิดแน่ ยัยนั่นย้อนกลับมาจริงๆ’ ฉินอวี้ชิงถอนสายตากลับ


“งั้นหนูไปก่อนนะคะ ป้าคะ คืนนี้หนูกลับดึกหน่อยนะคะ พอดีมีเอกสารต้องจัดการชุดใหญ่เลย”

ซ่งซิ่วเหมยสบถในใจว่ายุ่งยาก แต่ใบหน้ายังคงปั้นยิ้มฝืนๆ “ได้สิ รีบกลับล่ะ”

“ค่ะ ป้า”


ฉินอวี้ชิงเดินออกไปจนถึงประตูใหญ่แล้วแกล้งเดินย้อนกลับมา เธอดันประตูเข้าไปเห็นฉินซูเหยากำลังยืนเกาะกุมมือซ่งซิ่วเหมยด้วยความตื่นเต้น ฉินอวี้ชิงยิ้มถาม


“พี่ซูเหยา คืนนี้อยากไปดูหนังไหมคะ? เห็นพี่บอกว่าช่วงนี้อยากดูไม่ใช่เหรอ”

ซ่งซิ่วเหมยไม่คิดว่าเธอจะย้อนกลับมา เลยตกใจจนถอยกรู “ซูเหยาไม่ไปหรอก แกรีบไปเถอะ!”

“ได้ค่ะ ป้า”


ฉินอวี้ชิงเดินไปที่ลานบ้านแล้วจูงจักรยานของเธอออกมา รถคันนี้เป็นของเธอ แต่ในชาติก่อนฉินซูเหยาไม่มีรถ ต้องเดินไปทำงานทุกวันและมักจะคร่ำครวญว่าเจ็บเท้าหรือรองเท้ากัดให้ฟังเสมอ เธอที่ขี้สงสารและรู้สึกผิดจึงยอมยกจักรยานให้ฉินซูเหยาใช้ แล้วตัวเองต้องเดินไปทำงานตลอด ‘ชาติก่อนฉันมันโง่จริงๆ’

ตำแหน่งงานในคณะศิลปะวัฒนธรรมยังไม่ตกลงมา แต่น่าจะใกล้แล้ว ในชาติก่อนเธอได้เข้าคณะนั้นและได้พบกับเกาเซี่ยงหัวผ่านการดูตัว หลังเจอกันได้สามวันก็หมั้นหมายกันทันทีภายใต้การจัดแจงของป้า

ปัจจุบันเธอมาช่วยงานอาจารย์อวี้จัดระเบียบเอกสาร งานสบายแต่เงินน้อย ได้เดือนละ 12 หยวน ก็พอใช้สำหรับตัวคนเดียว

เธอปั่นจักรยานไปตามทาง สายลมเย็นพัดผ่าน ระยะทางที่ปกติเดินต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ปั่นเพียงเจ็ดถึงแปดนาทีก็ถึง แม้จะรวมเวลาที่ต้องหยุดทักทายคนระหว่างทางแล้วก็ตาม

“อวี้ชิงมาแล้วรึ” อาจารย์อวี้ที่สวมแว่นตากรอบดำเดินถือสมุดออกมาจากห้องทำงาน

ฉินอวี้ชิงเบรกจักรยาน “อาจารย์อวี้คะ วันนี้หนูขอลาครึ่งวันนะคะ”

“ได้สิ ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม ไปทำธุระเถอะ”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์ หนูจัดการธุระเสร็จจะรีบกลับมาค่ะ”

อาจารย์อวี้โบกมือไล่ อาจารย์ผู้นี้คือหนึ่งในไม่กี่คนที่จริงใจกับเธอที่สุดในชาติก่อน น่าเสียดายที่ในตอนนั้นเธอไม่เข้าใจคำเตือนของอาจารย์ที่บอกให้เธอรักษาบ้านของตัวเองไว้ให้ดี


จนกระทั่งเธอถูกเกาเซี่ยงหัวทำร้ายจนเข้าโรงพยาบาล ก็ยังได้อาจารย์อวี้ที่แม้จะป่วยอยู่ยังอุส่าห์มาส่งข้าวส่งน้ำให้ เธออยากตอบแทนบุญคุณนี้ แต่ตอนที่เธอมีความสามารถจะตอบแทน อาจารย์ก็จากไปเสียแล้ว

วันนี้ฉินอวี้ชิงตั้งใจจะไปที่เขตทหารเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ‘เงินชดเชยการเสียชีวิตของพ่อ’ มีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ เพราะจนวันตายในชาติก่อนเธอก็ยังไม่เคยรู้ตัวเลขที่แท้จริง

เธอเลือกไปที่เขตทหารแทนที่จะไปหน่วยงานราชการ ก็เพื่อต้องการ ‘ทำให้เรื่องมันเป็นเรื่องใหญ่’

ฉินเซี่ยงตงยึดเงินก้อนนั้นไว้ทั้งหมด โดยนำมาให้เธอเพียงใบประกาศเกียรติคุณผู้กล้ากับเงินค่าปลงศพเล็กน้อย ซึ่งเงินค่าปลงศพนั้นเธอก็ไม่ได้ถามถึงด้วยซ้ำ ลุงเพียงแค่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่าเหลืออยู่ไม่ถึง 50 หยวน ซึ่งเธอตอนนั้นก็ไม่ได้เอาและยกให้ลุงไปทั้งหมด

ทันทีที่ถึงหน้าเขตทหาร เธอถูกทหารยามขวางไว้ ฉินอวี้ชิงจึงแจ้งจุดประสงค์และหยิบเหรียญเชิดชูเกียรติผู้กล้าออกมาให้ดู ทหารยามรับเหรียญไปพินิจดูก่อนจะเงยหน้าขึ้น


“สหายครับ รอสักครู่นะครับ ผมขออนุญาตนำเหรียญนี้เข้าไปให้ท่านผู้กำกับการตรวจดูได้ไหมครับ?”

ฉินอวี้ชิงพยักหน้า พ่อของเธอเสียชีวิตมาได้ครึ่งปีแล้ว ในใจเธอก็หวั่นๆ อยู่บ้าง แต่โชคดีที่คนนำเรื่องไปรายงานกลับมาค่อนข้างเร็ว

“สหายครับ เชิญตามผมมา” ท่าทีของพวกเขาดูนอบน้อมกว่าเมื่อครู่มาก ยุคสมัยนี้คนยังให้ความเคารพทายาทผู้กล้าเป็นอย่างมาก

“ผู้กำกับการรอคุณอยู่ข้างในครับ เหรียญของคุณก็อยู่ที่นั่น”

“ขอบคุณค่ะ”


ฉินอวี้ชิงรอให้เขาเดินจากไปก่อนจึงเคาะประตูแล้วเข้าไป ในห้องมีชายวัยกลางคนอายุราว 40 กว่าปีสวมเครื่องแบบทหารนั่งอยู่เหรียญเชิดชูเกียรติวางอยู่บนโต๊ะ ชายคนนั้นต้อนรับอย่างอบอุ่น


“สหายฉิน เชิญนั่งครับ ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

ฉินอวี้ชิงนึกขึ้นได้ว่าคนในยุคนี้ส่วนใหญ่นั้นมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์จริงใจ ในฐานะทายาทผู้กล้า หลายๆ เรื่องเธอย่อมได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

“ผู้กำกับคะ ฉันมาเพื่อสอบถามเรื่องบางอย่างค่ะ”

“เชิญว่ามาได้เลย” ซ่งเจียงกั๋ว มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่คาดเดาบางอย่างได้

ฉินอวี้ชิงหยิบใบประกาศเกียรติคุณของพ่อออกจากกระเป๋า ในนั้นมีชื่อของพ่อระบุไว้อย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้มาเพื่อก่อกวน

“ผู้กำกับคะ คือแบบนี้ค่ะ ตอนที่ข่าวการตายของพ่อส่งมา ฉันทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ ทุกอย่างลุงเป็นคนจัดการให้หมด ฉันเลยอยากจะถามว่า พ่อได้ทิ้งอะไรไว้ให้ฉันบ้างไหมคะ?”

“แล้วเรื่องที่พ่อเสียชีวิต... มีเงินชดเชยให้บ้างหรือไม่คะ?”