ตอน 23

บทที่ 23 : บทพิสูจน์พลังหยั่งรู้


วันรุ่งขึ้น แปดโมงเช้า


“อรุณสวัสดิ์ครับท่านประธาน”


หานหลินที่ยืนรออยู่ข้างรถรีบเปิดประตูเบาะหลังออกทันทีเมื่อเห็นร่างของเจ้านายเดินมาถึง


“อืม” เว่ยซวิ่นตอบรับสั้นๆ ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย


เว่ยซวิ่นทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง พลางนึกถึงข้อความที่หลินมี่ส่งมาเมื่อคืนนี้ ‘วันนี้ให้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางวงแหวนรอบที่สามทางเหนือ’ แม้เส้นทางนั้นจะอ้อมกว่า แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อการเดินทางของเขามากนัก


เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรู้สึกที่ตัดสินใจทำตามนั้นคืออะไร อาจจะเป็นเพราะต้องการพิสูจน์ ‘วิชาความรู้เหนือธรรมชาติ’ ของหลินมี่ หรืออาจจะเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นในตัวหญิงสาวผู้ ‘ไม่ธรรมดา’ คนนี้กันแน่


แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับอยากจะเชื่อเธอ เหมือนกับว่าถ้าเขาไม่ทำตาม สิ่งที่เธอกล่าวไว้จะต้องเกิดขึ้นจริงแน่ๆ


“เอ๊ะ? ให้ไปทางวงแหวนรอบที่สามเหรอครับ? แต่นั่นต้องอ้อมไกลเลยนะท่าน เสียเวลาเพิ่มอีกตั้งสิบกว่านาทีเชียว”


หานหลินคนขับรถอุทานด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วพวกเขาใช้เส้นทางทางด่วนยกระดับมาโดยตลอด


ท่านประธานของเขาไม่ใช่หรือที่ให้ความสำคัญกับเวลามากที่สุด? อะไรที่จัดการได้เร็วที่สุดเขาก็จะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว แล้วทำไมวันนี้ถึงอยากอ้อมทางล่ะ?


“คุณหลินคนที่ช่วยผมออกมาจากโรงแรมเมื่อวานบอกมาว่า วันนี้ไม่ควรใช้ทางด่วนยกระดับ ไม่อย่างนั้นจะเสียทรัพย์” เว่ยซวิ่นกล่าวพร้อมรอยยิ้มจางๆ เขาเองยังรู้สึกขำตัวเองที่ตัดสินใจทำตามจริงๆ


ช่างเถอะ ลองเชื่อเธอสักครั้งจะเป็นไรไป อย่างน้อยก็ไม่ได้เสียหายอะไร


หานหลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ตั้งแต่ติดตามเจ้านายมา เขาไม่เคยรู้เลยว่าท่านประธานจะเชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ด้วย หรือว่าเจ้านายของเขาจะโดนผีเข้าเข้าแล้ว?


แน่นอนว่าเขาได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าพูดออกมา อีกทั้งเมื่อแอบมองผ่านกระจกหลัง เขายังเห็นสีหน้าของเจ้านายดูอารมณ์ดีผิดปกติเสียด้วย ดังนั้นเขาจึงจำต้องขับรถเข้าสู่เส้นทางวงแหวนรอบที่สามตามคำสั่ง แม้การจราจรจะค่อนข้างหนาแน่น แต่ก็ถือว่าไม่ได้ล่าช้าไปกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก


แปดโมงสี่สิบนาที รถของพวกเขาก็แล่นเข้าสู่ลานจอดรถของบริษัทอย่างปลอดภัย


ระหว่างอยู่ในลิฟต์ หานหลินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข่าวร้อนประจำวันตามความเคยชิน ในฐานะผู้ช่วยที่ดี เขาต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมอยู่เสมอ


“อะไรนะ? ทางด่วนวงแหวนรอบที่สองเกิดอุบัติเหตุรถชนกันเหรอ?!”


เมื่อเห็นข่าวล่าสุด หานหลินรีบหันไปมองเจ้านายข้างตัวด้วยความตื่นตะลึง เส้นทางทางด่วนถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ตั้งแต่สร้างเสร็จแทบจะไม่เคยเห็นข่าวรถชนกันเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงเกิดเรื่องได้?


“ท่านประธานครับ... หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่คุณหลินบอกไว้?”


หานหลินตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย แต่เว่ยซวิ่นกลับดูสงบนิ่ง เขาเพียงแค่แบมือออกเป็นเชิงขอโทรศัพท์ หานหลินจึงรีบส่งให้ทันที เห็นเจ้านายอ่านอย่างตั้งใจ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดต่อ


“คุณหลินคนนั้นเป็นใครกันแน่ครับเนี่ย? แม่นยำเกินไปแล้ว! เธอรู้อนาคตได้ยังไงว่าจะเกิดอุบัติเหตุบนทางด่วนเช้านี้? หรือเธอจะเป็นปรมาจารย์ด้านการดูดวง? แต่ดูจากอายุแล้วยังไม่เท่าไหร่เลยนะเนี่ย วันนี้ต้องขอบคุณที่เธอเตือนจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราคงต้องไปติดแหง็กอยู่บนนั้นแน่ๆ ดูจากสภาพการจราจรแบบนั้นแล้ว อย่างน้อยต้องมีครึ่งชั่วโมงถึงจะระบายรถได้ เรามีนัดเซ็นสัญญาสุดสำคัญต่อด้วย ถ้าไปไม่ทันความเสียหายคงมหาศาลจริงๆ อย่างที่คุณหลินว่าเลยครับ ท่านประธานเสียทรัพย์แน่ๆ ถ้าไม่เชื่อเธอ”


ประตูลิฟต์เปิดออก แต่หานหลินยังไม่หยุดเม้าท์


“คุณหลินสุดยอดจริงๆ ไว้คราวหน้าเจอเธอ ผมต้องขอให้ช่วยดูดวงให้บ้างแล้ว”


“พูดมากน่า รีบไปจัดการเรื่องเซ็นสัญญาได้แล้ว” เว่ยซวิ่นคืนโทรศัพท์ให้แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงาน


ในใจของเขายามนี้กลับไม่สงบอย่างที่แสดงออก นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาเชื่อเธอ หากไฟไหม้ที่โรงแรมเมื่อวานคือเหตุบังเอิญ แล้วอุบัติเหตุบนท้องถนนวันนี้ล่ะ? จะยังเป็นความบังเอิญอีกหรือ?


หากบังเอิญได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งจริงๆ


เว่ยซวิ่นยกยิ้มมุมปาก เขาเองยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้เมื่อวาน แต่นี่กลับติดหนี้เธอเพิ่มอีกคนหนึ่งเสียแล้ว เขาคงต้องคิดทบทวนดูหน่อยแล้วว่าจะตอบแทนเธออย่างไรดี



แปดโมงเช้า หลินมี่เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในถนนสายโบราณพลางเคี้ยวแพนเค้กไข่ไปด้วย


ยามนี้ถนนสายโบราณยังคงเงียบสงบ แทบไม่มีคนเดินผ่าน ร้านรวงส่วนใหญ่ยังคงปิดสนิท จะมีก็แต่ร้านที่ขยันหน่อยที่เริ่มเปิดประตูร้านออกมาทำความสะอาด


หลินมี่ไม่รู้เวลาเกิดเหตุที่แน่ชัด ในข่าวมีเพียงรูปถ่ายหน้าร้าน แต่จงใจเบลอชื่อร้านเอาไว้ เธอจึงทำได้เพียงเดินสำรวจไปเรื่อยๆ เพื่อเปรียบเทียบกับภาพในข่าว


ไม่นานนัก ร้านค้าบนถนนสายโบราณก็เริ่มตั้งแผงวางขายของแปลกตา หลินมี่เริ่มสนใจขึ้นมา ในระหว่างที่มองหาร้านเป้าหมาย เธอก็แวะดูของเล่นโบราณตามแผงลอยไปด้วย แน่นอนว่าเธอเป็นแค่มือสมัครเล่น จึงเน้นดูเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น


ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่งชื่อ “หยาอวิ๋นไจ”


ร้านนี้ขนาดไม่ใหญ่ ป้ายชื่อดูเก่าแก่ ทว่าเจ้าของร้านกำลังเช็ดถูของโบราณในร้านด้วยความตั้งใจ ราวกับว่าเขากำลังให้เกียรติของทุกชิ้นในร้าน


ใช่ร้านนี้แน่! รูปแบบการตกแต่งเหมือนในรูปเป๊ะ


ในที่สุดก็หาจนเจอ ดูเหมือนว่ามือสมัครเล่นที่ทำแท่นหมึกแตกจะยังมาไม่ถึง เพราะในร้านนอกจากเจ้าของร้านแล้วก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นเลย เยี่ยมไปเลย ทันเวลาพอดี!


หลินมี่รวบรวมสมาธิ แสร้งทำเป็นเดินชมร้านอย่างไม่ใส่ใจแต่สายตากลับกวาดมองไปรอบชั้นวางของอย่างรวดเร็ว


“เถ้าแก่คะ ร้านนี้มีของเล็กๆ น้อยๆ ราคาไม่แพงบ้างไหมคะ? พอดีฉันเพิ่งเริ่มสนใจของโบราณ อยากหาของมือใหม่มาลองฝึกดูค่ะ”


เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าใจดี เขาเงยหน้ามองหลินมี่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ดูถูกที่เธออายุน้อย แต่ท่าทีก็ไม่ได้ต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษ เพราะคิดว่าคงไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่


เขาจึงชี้ไปที่มุมหนึ่งของร้าน


“มาถูกที่แล้วล่ะ เรามีของโละสต็อกอยู่ ถึงคุณภาพจะไม่สูงมากนักแต่ราคาถูก เหมาะกับมือใหม่เอาไว้ลองเล่น”


“ขอบคุณค่ะเถ้าแก่” หลินมี่เดินไปตามทางที่เขาบอก และเห็นโซนสินค้าราคาพิเศษเข้าจริงๆ


ที่นั่นมีทั้งเหรียญทองแดง ชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผา หยก รวมถึงงานแกะสลักไม้เก่าๆ และภาพเขียน หัวใจของเธอเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้ดีว่าแท่นหมึกราคาแพงชิ้นนั้นน่าจะวางอยู่ที่นี่


เธอหยิบของขึ้นมาดูทีละชิ้นแล้ววางลง ทำทีเป็นเลือกของอย่างไม่ใส่ใจ จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับก้อนหินที่เย็นเฉียบและขรุขระชิ้นหนึ่ง มันคือแท่นหมึกที่ดูธรรมดาจนไม่น่ามอง เนื้อหินเป็นสีเทาเข้ม มีร่องรอยแห่งกาลเวลาปกคลุมทั่วผิว


หากมองผ่านๆ อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น