ตอน 19

บทที่ 19 : เรื่องแทรกระหว่างการซื้อบ้าน


หลังจากบอกลาเว่ยซวิ่นหลินมี่ก็เดินมายังจุดที่ผู้คนบางตาเพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายลง


ในเมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้ว ในที่สุดเธอก็มีเวลาตรวจสอบแผงควบคุมระบบอย่างละเอียดเสียที ตั้งแต่ตื่นนอนเมื่อเช้าเธอก็รีบดิ่งไปเฝ้าอยู่ที่โรงแรม จนยังไม่ได้กดรับภารกิจเช็คอินประจำวันเลย


หลินมี่รีบเข้าหน้าต่างระบบแล้วกดเช็คอินทันที


【ติ๊ง! เช็คอินสำเร็จ! ได้รับเงินสด 2,000 หยวน โอนเข้ากระเป๋าเงินระบบของคุณเรียบร้อยแล้ว! ค่าพลังงาน +10 แต้ม!】


ยอดเงินคงเหลือในกระเป๋า: 18,243,100 หยวน


ค่าพลังงาน: 955 แต้ม


“เยี่ยมไปเลย วันแห่งการนอนรอรับเงินมาถึงแล้ว!”


หลินมี่ถือโทรศัพท์ยิ้มร่า แม้เมื่อเทียบกับเงินสิบแปดล้านกว่าในบัญชี เงินสองพันหยวนนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขมาก เงินก้อนนี้เปรียบเสมือนเงินหล่นทับที่แทบไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย แค่หายใจเข้าออกก็ได้เงินเข้ากระเป๋าแบบง่ายๆ จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร?


ย้อนกลับไปตอนที่เธอยังทำงานประจำ ต้องหักโหมทำโอทีแทบตายทั้งเดือนถึงจะได้เงินแค่สี่ห้าพันหยวน แต่ตอนนี้ แค่ตื่นนอนมาเธอก็มีเงินสองพันหยวนเข้ากระเป๋าแล้ว เธอรู้สึกพอใจกับชีวิตตอนนี้จริงๆ


มองดูตัวเลขเงินสิบแปดล้านกว่าในบัญชี... หลินมี่เริ่มครุ่นคิด เงินก้อนโตนี้ในมือเธอไม่ใช่แค่ตัวเลขลอยๆ อีกต่อไป แต่มันคือต้นทุนสำคัญที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล


ในเมื่อมีเงินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือปัญหาที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเธอเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ในย่านเก่าแก่ ระบบรักษาความปลอดภัยไม่ค่อยดีนัก แถมสิ้นเดือนนี้ก็ต้องจ่ายค่าเช่าไตรมาสใหม่ เธอจึงตัดสินใจว่าจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองไปเลย ดีกว่าต้องทนเช่าห้องในตึกเก่าๆ แบบนี้


มีเงินแล้ว จะทนลำบากตัวเองไปทำไม? บ้านคือสินทรัพย์ถาวรและเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน จะมัวไปเสียเงินค่าเช่าอยู่ทำไมกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว เธอยังสามารถรับพ่อแม่มาอยู่ที่เมืองหลวงได้ด้วย


คิดได้ดังนั้น หลินมี่ก็รีบเปลี่ยนหน้าจอมือถือเพื่อค้นหาคอนโดมิเนียมหรือบ้านที่น่าสนใจ เธอไม่มีเวลาและพลังงานมากพอจะไปนั่งคุมงานรีโนเวท และอยากย้ายเข้าบ้านใหม่ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าเช่าอพาร์ตเมนต์สิ้นเดือนนี้


ดังนั้นเธอจึงตั้งเป้าไปที่ 'บ้านพร้อมอยู่' ที่ตกแต่งครบถ้วน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวายเรื่องช่าง


ไม่นานเธอก็ลิสต์โครงการทำเลดี สภาพแวดล้อมสวยงามและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันออกมาได้หลายแห่ง เมื่อใจสั่งมาก็ต้องรีบลงมือทำ หลินมี่โบกแท็กซี่มุ่งหน้าไปดูสถานที่จริงทันที ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นคนว่างงาน ก็มีเวลาเหลือเฟือให้ใช้สอยอยู่แล้ว


ศูนย์ขายโครงการแรกตั้งอยู่ทางทิศใต้ของใจกลางเมือง การเดินทางสะดวกและรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทันทีที่ก้าวเข้าไปในโถงขายที่กว้างขวางสว่างไสว หลินมี่ก็ถูกดึงดูดด้วยโมเดลจำลองและป้ายโฆษณาที่สวยงาม


บรรยากาศในโถงเต็มไปด้วยผู้คน เธอเห็นกลุ่มคนมุงดูผังโครงการจำลองอยู่ไม่ไกล เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทางเธอด้วยแววตาดูแคลนและประเมินค่า


วันนี้เธอแต่งตัวเรียบง่ายแถมหน้าสด ทำให้เธอดูเหมือนนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งดูไม่เข้าพวกกับลูกค้าคนอื่นๆ ที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมดูภูมิฐาน


หลินมี่กวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นพนักงานขายหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการต้อนรับลูกค้า ส่วนคนที่ว่างอยู่ก็นั่งจับกลุ่มคุยกัน ไม่มีใครคิดจะเข้ามาสนใจเธอเลย เธอจึงเดินไปที่โต๊ะวางผังโครงการจำลองเพื่อศึกษาผังห้องและแปลนของอาคารอย่างเงียบๆ


ในตอนนั้นเอง พนักงานขายคนหนึ่งในชุดสูททำงานก็เดินตรงเข้ามา เธอจ้องหลินมี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการดูถูกอย่างไม่ปิดบัง


"สวัสดีค่ะ มาดูบ้านหรือคะ?" น้ำเสียงของพนักงานดูสุภาพ แต่ใบหน้ากลับไร้ซึ่งความกระตือรือร้นโดยสิ้นเชิง


"ใช่ค่ะ ฉันอยากทราบรายละเอียดผังห้องและราคาค่ะ" หลินมี่ยิ้มตอบ


พนักงานขายแค่นยิ้มมุมปาก


"โครงการของเรา ราคาต่ำสุดก็ตารางเมตรละสองหมื่นกว่าหยวนแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าอยากดูห้องแบบใหญ่หรือแบบเล็กคะ?"


เธอเน้นคำถามด้วยท่าทีขอไปที ราวกับปักใจเชื่อไปแล้วว่าหลินมี่แค่มาเดินเล่น


หลินมี่สัมผัสได้ถึงทัศนคติของอีกฝ่าย แต่เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ในเมื่อโลกนี้มันเป็นโลกที่ตัดสินกันที่เสื้อผ้าและการบริการที่ขึ้นอยู่กับหน้าตาของลูกค้า


เธอชี้ไปที่อาคารหนึ่งบนผังจำลองแล้วถามว่า


"อาคารนี้ได้รับแสงแดดดีไหมคะ? มีห้องตัวอย่างให้ดูบ้างหรือเปล่า?"


พนักงานขายปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจแล้วตอบว่า


"อาคารนี้เน้นห้องขนาดใหญ่ค่ะ ขนาดเล็กที่สุดก็หนึ่งร้อยสี่สิบตารางเมตร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สามล้านหยวนขึ้นไป ส่วนห้องตัวอย่างอยู่ที่ชั้นบนสุด ต้องนัดหมายล่วงหน้าถึงจะเข้าชมได้ค่ะ"


สายตาของเธอวนกลับมาที่หลินมี่อีกครั้ง คราวนี้แฝงไปด้วยความกังขา เหมือนกำลังประเมินว่าเด็กสาวตรงหน้าจะมีปัญญาซื้อบ้านราคาแพงขนาดนี้จริงๆ หรือไม่


"สามล้านขึ้นไป..."


หลินมี่พึมพำกับตัวเอง ราคานี้ถือว่าอยู่ในงบที่เธอรับได้สบายๆ ในเมื่อเป็นโครงการจากบริษัทใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ย่อมครบครัน ที่สำคัญคือดีไซน์ของห้องถูกใจเธอมาก เธอเพียงแค่กังวลเล็กน้อยว่าถ้าควักเงินก้อนนี้ออกไปทีเดียว อาจส่งผลต่อยอดเงินสะสมในระบบนิดหน่อย


ในจังหวะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากขอนัดหมายเข้าชมห้องตัวอย่าง พนักงานขายก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน


"คุณคะ โครงการของเราเน้นห้องพร้อมอยู่คุณภาพสูง แต่ถ้าคุณมีงบจำกัด สำหรับวัยรุ่นอย่างคุณ ทางเรามีโครงการใกล้เคียงที่ราคาเป็นมิตรมากกว่าให้พิจารณานะคะ"


พนักงานทำท่าทางราวกับ 'เป็นห่วง' แต่ถ้อยคำกลับแฝงความหยิ่งยโสและดูถูก


"..."


รอยยิ้มของหลินมี่ชะงักไปเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าเหตุการณ์น้ำเน่าในละครโทรทัศน์จะเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ ทั้งที่เป็นสายงานบริการแท้ๆ แต่จิตสำนึกและการอบรมช่างต่ำเตี้ยเสียจริง!


"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ" หลินมี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


"แต่ฉันมาดูที่นี่โดยเฉพาะ ในฐานะพนักงานขาย คุณแค่ต้องทำหน้าที่อธิบายให้ลูกค้าฟังก็พอ ส่วนจะซื้อไหวหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของฉันค่ะ"


"..."


พนักงานขายถึงกับพูดไม่ออก ไม่นึกว่าสาวน้อยคนนี้จะสวนกลับมาแบบไม่ไว้หน้า คนอื่นเขาว่าวัยรุ่นสมัยนี้หน้าบางไม่ใช่หรือไง?


แต่เมื่อเห็นลูกค้าคนอื่นยืนอยู่รอบๆ เธอก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรต่อ จึงจำใจหยิบโบรชัวร์ผังห้องออกมาเปิดไปที่หน้าห้องใหญ่แล้วชี้ข้อมูลตัวเลขอย่างเร่งรีบ เห็นได้ชัดว่าอยากรีบส่งเธอออกไปให้พ้นหน้าโดยเร็ว แม้แต่ความตั้งใจที่จะพาไปดูห้องตัวอย่างก็ไม่มี


หลินมี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มอารมณ์และบอกตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงกับคนแบบนี้ จะไปเถียงให้เจ็บคอทำไม ในเมื่อตบหน้าด้วยความจริงได้ดีกว่า


"เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวฉันดูเองดีกว่า" ในเมื่ออีกฝ่ายบริการด้วยความไม่เต็มใจ เธอเองก็ไม่อยากเสียเวลา


"เหอะ ทำตัวจนๆ แต่ดันมาทำเป็นรวย ฉันก็ไม่อยากจะบริการหรอกย่ะ"


พนักงานขายพึมพำเบาๆ อย่างไม่พอใจก่อนจะเดินจากไป


หลินมี่แค่นหัวเราะหึในใจ ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด โลกนี้มีเงินเป็นใหญ่! เธอไม่จำเป็นต้องรีบพิสูจน์ฐานะการเงินให้ใครเห็นให้เหนื่อย


เธอจึงหันหลังเดินไปดูแปลนห้องและตารางราคาที่ติดอยู่บนบอร์ดจัดแสดงด้วยตัวเองอย่างใจเย็น