ตอน 38
บทที่ 38 : หน้าไหว้หลังหลอก
กวนโย่วซวงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอตั้งใจจะลุกจากเตียงแต่กลับได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังมาจากพื้นห้อง
“เล่ยเล่ย นี่เงินหนึ่งร้อยหยวนรับไปนะ แม่ได้ยินมาว่าธุรกิจก่อสร้างปีนี้ไม่ค่อยดี จ้าวหยางคงเครียดไม่น้อย ถือซะว่าแม่ให้เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน”
“แม่... แม่ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะคะเนี่ย?”
“ก็เจ้าเด็กกู่เอ๋อร์หรงนั่นแหละที่ให้มา เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้เจ้าเด็กนั่นที่ยังรู้ความ ไม่เหมือนเจ้าลูกอกตัญญูในบ้านเรา ที่พอแต่งออกไปก็เอาแต่เข้าข้างคนอื่น”
“งั้นแม่เก็บไว้ใช้กับพ่อเถอะค่ะ พวกแม่ก็ต้องใช้เงินเหมือนกันนะ” กวนเล่ยแสร้งทำเป็นปฏิเสธตามมารยาท
“ไม่เป็นไรหรอก เรายังเหลืออีกร้อยหนึ่ง ตอนนี้ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรหนักหนา แค่นี้ก็พอแล้ว”
กวนโย่วซวงรู้สึกเดือดปุดอยู่ในใจ! ไม่นึกเลยว่ากู่เอ๋อร์หรงจะเอาเงินไปให้แม่เธออีกแล้ว!
ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่เมื่อเช้า เธอคงเก็บเงินพวกนั้นใส่กระเป๋าตัวเองไปแล้ว แม้เธอจะไม่ใช่คนขาดแคลนเงินทอง แต่แม่ของร่างเดิมคนนี้ก็เห็นแก่ตัวเกินไป!
ตอนแลกเปลี่ยนคนแต่งงาน ก็เรียกค่าสินสอดจากฝั่งกู่เอ๋อร์หรงเพิ่มไปตั้งสองร้อยหยวน ส่วนฝั่งจ้าวหยางนอกจากจะเรียกสินสอดน้อยแล้ว ยังแอบควักเนื้ออีกหนึ่งร้อยหยวนให้กวนเล่ยไปอีกลูก ตอนนี้ยังเอาเงินที่กู่เอ๋อร์หรงหามาได้ไปปรนเปรอให้กวนเล่ยอีก
เธอแกล้งพลิกตัวนอน เสียงสนทนาทั้งสองก็เงียบกริบลงทันที
“พี่ตื่นหรือยังนะ? จะได้ยินที่เราคุยกันไหม?” กวนเล่ยถามเบาๆ
จางไฉเหอแค่นหัวเราะ
“แกก็นอนกับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่รู้หรือไงว่าเธอน่ะขี้เซาขนาดไหน นอนหลับเป็นตายเหมือนหมูตลอดนั่นแหละ”
กวนเล่ยหัวเราะคิกคัก กวนโย่วซวงยันกายลุกขึ้น จางไฉเหอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วราวกับนักแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากาก จากท่าทีเมื่อครู่กลายเป็นยิ้มแย้มใจดีในทันที
“ซวงซวงตื่นแล้วเหรอ? พวกผู้ชายสามคนเขาคุยกันอยู่ที่ห้องโถง เราแม่ลูกเลยมานั่งคุยกันตรงนี้ ไม่ได้รบกวนลูกใช่ไหม?”
บ้านของพวกเธอรวมห้องครัวแล้วมีแค่สามห้อง ปกติกวนรุ่ยเจี๋ยจะนอนกับพ่อแม่ที่ห้องโถง
“พี่คะ วันนี้แม่ทำเต้าฮวยด้วย พี่ไม่ได้ทานเลย เดี๋ยวหนูไปตักมาให้ค่ะ”
กวนโย่วซวงยิ้มพยักหน้าตอบตกลง จางไฉเหอและกวนเล่ยโล่งใจ คิดว่าเมื่อครู่เธอคงไม่ได้ยินอะไร
“แม่คะ หนูเป็นลูกแท้ๆ ของแม่หรือเปล่า?” กวนโย่วซวงยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า
“เด็กโง่ ถามอะไรแบบนั้นล่ะลูก? ก็ต้องเป็นลูกแท้ๆ ของแม่อยู่แล้ว เมื่อก่อนแม่ยอมรับว่าเข้มงวดกับลูกไปบ้าง แต่ในใจแม่รักลูกเสมอนะ ตอนนี้เห็นลูกกับเล่ยเล่ยมีครอบครัวกันหมดแล้ว แม่คนนี้ก็ดีใจ ในที่สุดจะได้นอนหลับเต็มตื่นเสียที”
จางไฉเหอลูบหัวกวนโย่วซวงพลางทำท่าทางเป็นแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก
“ถ้าอย่างนั้น แม่ก็น่าจะให้เงินหนูหนึ่งร้อยหยวนด้วยใช่ไหมคะ?”
จางไฉเหอชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที น้ำเสียงเย็นเยียบลงถนัดตา “แก... แกได้ยินหมดแล้ว?”
“ได้ยินอะไรหรือคะ?”
“แล้วที่แกพูดถึงเงินหนึ่งร้อยหยวนนั่นหมายความว่ายังไง?” จางไฉเหอปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนลงแล้วพูดเสียงหวาน
“แม่ไม่มีเงินหรอก ถ้ามีแม่จะกล้าไม่ให้ลูกได้ยังไง?”
กวนโย่วซวงแค่นหัวเราะแล้วเดินออกจากห้องไปทันที เธอสวนกับกวนเล่ยที่กำลังถือถ้วยเต้าฮวยมาพอดี แต่เธอไม่ได้พูดอะไรสักคำ ก่อนจะเดินดุ่มเข้าไปในห้องโถง
ในห้องโถง กวนซิงกั๋วกับจ้าวหยางกำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ แต่ไม่เห็นกู่เอ๋อร์หรง พอลองถามดูถึงได้รู้ว่าเขาไปช่วยผ่าฟืนอยู่ที่หลังบ้าน ตาเซ่อเอ๊ย! กวนโย่วซวงโกรธจนแน่นอก เธอเดินไปตามกู่เอ๋อร์หรงที่หลังบ้านให้กลับเข้ามา
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เธอล้วงเงินสองร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้กู่เอ๋อร์หรง พลางตำหนิด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า
“ดูคุณสิ ฉันให้เงินไปใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย คุณกลับเอาไปให้คนอื่นหมดแบบนี้ เงินพวกนี้ต้องเก็บไว้ดีๆ นะ อย่าให้ใครมาหลอกเอาไปอีก”
ทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน นิ่งเงียบกันอยู่นาน ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่ากวนโย่วซวงเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน! สองร้อยหยวนนั่นยังเรียกว่าค่าขนมอีกเหรอ? แล้ว ‘คนอื่น’ กับ ‘ถูกหลอก’ สองคำนี้ทำให้สีหน้าของจางไฉเหอแย่ยิ่งกว่ากลืนยาขม
แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้นแล้ว เธอโพล่งขึ้นว่า
“แก... แกไปเอาเงินเยอะขนาดนี้มาจากไหน?”
กวนโย่วซวงไม่ได้ตอบหรือแม้แต่จะชายตามองเธอ เธอคว้ามือกู่เอ๋อร์หรงแล้วเดินออกจากบ้านไป จ้าวหยางรีบส่งสายตาให้กวนเล่ย กวนเล่ยรู้ความหมายจึงรีบเดินเข้าไปคว้าแขนกวนโย่วซวงหมายจะลากตัวไปคุยที่ห้อง
กวนโย่วซวงสะบัดแขนออกอย่างรำคาญ
“จะไถเงินฉันอีกหรือไง? แม่เธอให้เธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ยังไม่พออีก?”
กวนเล่ยชะงักไป ตั้งแต่เล็กจนโต พี่สาวคนนี้มักจะหัวอ่อนและไม่เคยกล้าพูดจาโผงผางแบบนี้กับเธอมาก่อน เธอจึงกระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“ใครไถเงินพี่! มีเงินนิดหน่อยแล้วมันวิเศษนักเหรอ ใครจะไปรู้ว่าพี่ไปเอาเงินนั่นมาจากไหน!”
กวนโย่วซวงมองดูท่าทางหัวเสียของกวนเล่ยแล้วยิ้มเยาะ
“มีเงินแล้วมันวิเศษไหม เธอก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไง?”
*
บ้านตระกูลกู่
หลังมื้อเที่ยง ขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อน หวงชุนเยี่ยนก็เรียกกู่หรูอี้เข้าไปในห้อง กู่หรู่อี้เพิ่งกลับมาจากโรงกลั่นน้ำมันในตลาด
“พรุ่งนี้เอ๋อร์หรงต้องกลับหน่วยแล้ว คืนนี้คุณต้องพูดเรื่องนั้นให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นถ้ารอไปอีกไม่กี่วันเราต้องออกไปข้างนอกแล้ว เรื่องนี้คงถูกดองไปถึงชาติหน้าแน่”
“เรื่องอะไรของเธอ?” หวงชุนเยี่ยนเบิกตากว้างมองกู่อรู่อี้อย่างเหลือเชื่อ
“เรื่องอะไร? ก็เรื่องแยกบ้านน่ะสิ จะเป็นเรื่องอะไรได้อีกล่ะ”
กู่หรูอี้เอนกายลงนอนบนเตียงอย่างเกียจคร้านโดยไม่ยอมถอดรองเท้า เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางเอ่ยว่า
“เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็ไม่เห็นแย่ตรงไหน ไม่เข้าใจว่าเธอจะคิดมากไปทำไม”
“ไม่แย่กับผีน่ะสิ อยู่รวมกันแบบนี้ เงินที่เหนื่อยยากหามาได้ทุกปีก็ต้องส่งให้พ่อหมด สมองคุณมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง?”
หวงชุนเยี่ยนด่าเบาๆ
“แต่เอ๋อร์หรงก็หาเงินได้ไม่น้อยไปกว่าเรา ทุกเดือนเขาก็ส่งให้พ่อไม่ใช่เหรอ? อีกอย่าง ค่าหมอของพ่อกับแม่ แล้วก็ค่าเทอมของหยวนหยวน ก็เป็นเอ๋อร์หรงที่จ่ายทั้งนั้น”
“นั่นแหละ! พอแยกบ้านแล้วมันถึงจะเป็นสัดเป็นส่วนไง พอเราแยกออกไป เอ๋อร์หรงก็มีหน้าที่เลี้ยงดูคนแก่เป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนค่าเทอมหยวนหยวนมันจะไปเท่าไหร่กันเชียว แล้วเพิ่งเรียนไปแค่ปีเดียว ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ค่อยคืนเขาไปก็ได้”
หวงชุนเยี่ยนกลอกตาไปมา เธอเดินเข้าไปนั่งข้างกู่อรู่อี้แล้วเอามือสางผมเขาอย่างอ่อนโยน
“ที่ดินใกล้ทุ่งหญ้าของบ้านเสี่ยวหลิงทำเลดีมาก ฉันถามมาแล้ว เขาตกลงจะแลกเปลี่ยนให้ ถึงตอนนั้นเราก็ไปปลูกบ้านตรงนั้นกัน”
“วันๆ เอาแต่พูดเรื่องแยกบ้าน แล้วถามหน่อยเถอะ ถ้าเราไปทำงานข้างนอก ใครจะดูแลหยวนหยวน?”
“หยวนหยวนโตแล้ว ไม่ต้องป้อนข้าว ไม่ต้องกล่อมเข้านอน จะไปต้องดูแลอะไรกันหนักหนา แค่ทำกับข้าวเพิ่มน้ำไปอีกทัพพีก็จบ”
กู่หรูอี้ขยี้บุหรี่ทิ้งด้วยความหงุดหงิดแล้วเงียบไป หวงชุนเยี่ยนแค่นเสียง
“ยังไงวันนี้คุณต้องพูดเรื่องนี้ให้ได้ ถ้าคุณไม่พูด ฉันก็จะพูดเอง ฉันไม่กลัวที่จะผิดใจกับใครหรอก”
พูดจบเธอก็เดินปึงปังออกไป
ตอนมื้อเที่ยง หวังฮุ่ยอิงบอกว่าเมล็ดผักกาดจากปีที่แล้วยังเหลืออยู่ จึงบอกให้กู่หรูอี้เอาไปสกัดน้ำมันหลังกินข้าวเสร็จ แล้วเธอจะทอดแผ่นแป้งน้ำมันให้
คำพูดเต็มๆ ของเธอคือ
"ที่บ้านยังมีแป้งขาวเหลืออยู่ นานๆ ทีเอ๋อร์หรงจะกลับมา ครั้งนี้กลับไปค่ายไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก อยู่ข้างนอกลำบากกว่าอยู่ที่บ้าน ทอดแป้งน้ำมันให้เขาติดตัวไปกินด้วยหน่อยเถอะ"
เห็นไหมล่ะ คนที่ปกติทำกับข้าวแต่ละทีต้องประหยัดน้ำมันจนมือสั่น แต่พอเป็นลูกชายคนเล็กกลับนึกอยากจะทอดแผ่นแป้งน้ำมันให้ขึ้นมาได้ พวกเขาก็ออกไปทำงานไกลบ้านมาตั้งหลายครั้ง ไม่เห็นเคยเห็นแม่ทอดแผ่นแป้งน้ำมันให้พวกเขาติดตัวไปสักครั้งเลย