ตอน 18

บทที่ 18 : ความกังวลใจ


“เอาล่ะ คุณพักผ่อนสักหน่อยเถอะ ห้องหอแห่งนี้ไม่มีใครเข้ามาหรอก”


“แล้วคุณล่ะ ไม่พักผ่อนหรอ?”


ทันทีที่พูดออกไป กวนโยวซวงก็รู้สึกว่าประโยคนี้น่ากระอักกระอ่วนชอบกล จึงรีบเสริมทันควัน


“ฉันหมายถึง... คุณเองก็อย่าได้เหนื่อยจนเกินไป”


กู้เอ๋อร์หรงเผยยิ้ม “ไม่เป็นไร ผมไม่เหนื่อย”


กวนโยวซวงนั่งลงบนเตียงไม้หลังใหม่ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องหอ


ห้องนี้มีขนาดราวๆ 20 ตารางเมตร ผนังบ้านดินถูกตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์สีชมพูละลานตา เต็มไปด้วยตัวอักษร ‘ซวงสี่’ และรูปวาดเด็กทารก ส่วนเพดานก็เป็นสีชมพูเช่นกัน


ประดับประดาด้วยริบบิ้นสีสันสดใสและลูกโป่ง เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนั้นเรียบง่าย มีเพียงตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้สองตัว และชั้นวางอ่างล้างหน้า ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกทาด้วยสีแดงชาด


เมื่อมองไปยังเตียงนอน ผ้าปูเตียงสีแดงลายเป็ดแมนดารินมีผ้านวมสีแดงวางไว้อย่างเป็นระเบียบ บนผ้านวมแต่ละผืนมีหมอนใบโตที่สวมปลอกหมอนสีแดงวางอยู่ แม้กระทั่งปลอกหมอนก็ยังประดับด้วยตัวอักษรซวงสี่


กวนโยวซวงเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา เธอลูบท้องเบาๆ พลางชะโงกหน้าผ่านรอยแยกของผ้าม่านมองออกไปข้างนอก


เวลานี้ทางฝั่งบ้านเดิมของเธอกำลังต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมส่งตัวคุณสาว เดิมทีเธอตั้งใจจะให้เหลียงอวี้ถิงมาส่ง แต่พอนายพิธีทราบปีเกิดของเหลียงอวี้ถิงเข้า ก็รีบส่ายหัวรัวบอกว่าชงกัน ไม่สามารถมาส่งได้ ไม่ว่าเธอจะยืนกรานอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายขบวนส่งตัวจึงกลายเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายชายและหญิง รวมถึงป้าๆ น้าๆ รวมทั้งสิ้น 6 คน


ขณะนี้พวกเขากำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูมากมาย และกู้เอ๋อร์หรงก็กำลังช่วยรินเหล้าให้แขกเหรื่ออยู่ เนื่องจากระยะห่างค่อนข้างไกล เธอจึงมองไม่ชัดว่าเป็นเมนูอะไรบ้าง แต่หมั่นโถวเกลียวที่วางอยู่บนจานนั้นดูน่ากินไม่ใช่เล่น


ในยุคสมัยที่แป้งขาวถือเป็นของหายาก หมั่นโถวเกลียวพวกนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กวนโยวซวงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่


เธอเปิดลิ้นชักทุกอันดู แต่กลับว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ขนมสักชิ้น บนโต๊ะมีเพียงจานลูกอมงานแต่งวางอยู่ แต่เธอไม่ค่อยชอบของหวานเท่าใดนัก


เธอสลัดรองเท้าทิ้งแล้วเอนตัวลงนอนบนเตียง ตามเนื้อเรื่องในนิยายเดิม เธอต้องติดแหง็กอยู่ในนี้คนเดียวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง นี่มันธรรมเนียมบ้าบออะไรกัน!


กวนโยวซวงตัดสินใจหลับตาเตรียมงีบหลับ ทันใดนั้น เสียงประตู “โครม” ก็เปิดออก


เด็กชายตัวอ้วนกลมโผล่หน้าเข้ามา “อาสะใภ้?”


“เข้ามาสิ” กวนโยวซวงเอ่ยอย่างดีใจ


เห็นเด็กชายยังลังเล เธอจึงกระโดดลงจากเตียงแล้วลากเขาเข้ามาในห้อง เด็กคนนี้ดูแล้วน่าจะอายุสักเจ็ดแปดขวบ ใบหน้ามีส่วนคล้ายกู้เอ๋อร์หรงอยู่บ้าง เธอเดาว่าคงเป็นหลานชายของเขาแน่ๆ


เธอคว้าลูกอมงานแต่งยัดใส่มือเด็กน้อย เด็กชายจ้องหน้าเธอครู่หนึ่งแล้วพูดว่า


“อาสะใภ้ คุณสวยจังเลย”


“หนูชื่อหยวนหยวนใช่ไหม?”


“ใช่ครับ”


“หนูพอจะช่วยอาไปแอบหยิบหมั่นโถวเกลียวมาให้สักหน่อยได้ไหม?” กวนโยวซวงกระซิบ


“สักสี่ห้าลูกก็พอ”


หยวนหยวนอ้าปากค้างจนเป็นรูปตัว O เขาไม่อยากจะเชื่อว่าอาสะใภ้คนสวยจะกินหมั่นโถวได้เยอะขนาดนั้น แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าตอบตกลง


ทว่าในจังหวะที่เขากำลังแหวกม่านประตูออกไป ก็ชนเข้ากับกู้เอ๋อร์หรงพอดี ในมือเขาถือจานอาหารสองใบ ใบหนึ่งมีหมั่นโถวเกลียวสองลูก อีกใบเป็นผัดพริกใส่เนื้อ


“อาครับ”


“หยวนหยวน? มาทำอะไรที่นี่ บอกไปแล้วไม่ใช่หรอ ว่าห้ามเข้าห้องหอของอาสะใภ้”


หยวนหยวนทำหน้าทะเล้นใส่ก่อนจะวิ่งหนีไป


“คุณคงหิวแล้ว กินอะไรก่อนเถอะ” กู้เอ๋อร์หรงวางจานลงบนโต๊ะ


“ผมอยากเอามาให้เร็วกว่านี้ แต่ปลีกตัวไม่ได้เลย”


“ไม่ใช่ว่าตอนนี้ยังกินอะไรไม่ได้หรอ?”


“ไม่เป็นไรหรอก คุณแอบกินไปเถอะ ไม่มีใครเห็นหรอก” กู้เอ๋อร์หรงยิ้ม


“ผมเป็นผู้ชาย จะให้คุณอดอาหารตั้งแต่เพิ่งแต่งเข้ามาได้อย่างไง”


กวนโยวซวงคว้าตะเกียบขึ้นมากินอย่างหิวโหย เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหมั่นโถวเกลียวจะอร่อยขนาดนี้


กู้เอ๋อร์หรงรินน้ำให้หนึ่งแก้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล


“ค่อยๆ กิน กินเสร็จก็นอนพักเสียหน่อย กว่าจะถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยงรับแขกคงเป็นตอนบ่ายสอง ผมต้องไปรับรองหัวหน้าจากหน่วยงาน คงอยู่เป็นเพื่อนคุณไม่ได้ หากคุณเบื่อ ผมจะให้พี่สะใภ้มาอยู่เป็นเพื่อนนะ”


“ไม่เป็นไร ไม่เบื่อเลย” กวนโยวซวงโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะถามต่อ


“หรือคุณมีหนังสือ นิตยสารอะไรบ้างไหม? ฉันอยากอ่านฆ่าเวลา”


“คุณอ่านหนังสือได้ด้วยหรอ?”


กู้เอ๋อร์หรงดูประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเขาจำได้แม่นว่าแม่เคยบอกไว้ตามคำของแม่สื่อว่าลูกสาวตระกูลกวนไม่ได้เข้าโรงเรียน จึงอ่านหนังสือไม่ออก


กวนโยวซวงชะงักไปครู่หนึ่ง จริงด้วย! เธอลืมไปสนิทเลยว่าร่างเดิมไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ ส่วนกวนเล่ยแม้จะถูกส่งไปโรงเรียน แต่เพราะไม่ชอบเรียนจึงเรียนได้แค่สองปีก็เลิกไป


“เคยเรียนอยู่บ้างนิดหน่อย” กวนโยวซวงตอบเลี่ยงๆ


“พอจะอ่านออกบ้างไม่กี่คำ เดี๋ยวค่อยรอให้คุณสอนฉันวันหลังก็ได้”


“ได้สิ เดี๋ยวผมให้เสี่ยวหยุนเอาหนังสือนิยายมาให้ คุณคงจะชอบ”


เสี่ยวหยุนคือน้องสาวของกู้เอ๋อร์หรง อายุเพียง 16 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 3


นิยายเหยียวเหยา...


“ต่อให้มีคนมากมายเป็นห่วงข้า ข้าก็ไม่เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว”


“แต่ข้าเจ็บเหลือเกิน!”


“คุณมันไร้หัวใจ! ใจร้าย! ไร้เหตุผล!”


“แล้วคุณล่ะ ไม่ไร้หัวใจ ไม่ใจร้าย ไม่ไร้เหตุผลหรือไง?”


เมื่อนึกถึงบทพูดเหล่านี้ กวนโยวซวงก็รู้สึกขนลุกซู่จนอยากจะส่ายหน้าแรงๆ แล้วตะโกนว่า “ฉันไม่เอา! ฉันไม่เอาด้วยหรอก!”


ตอนที่กู้เสี่ยวหยุนเดินเข้ามา กวนโยวซวงกำลังนั่งเรียงลูกอมงานแต่งเป็นตัวอักษรบนโต๊ะอย่างว่างจัด ก็แหงล่ะ!


ไม่มีทั้งมือถือไม่มีทั้งทีวี ไม่ให้น่าเบื่อได้อย่างไร!


“พี่สะใภ้รอง พี่รองให้ฉันเอาหนังสือพวกนี้มาให้คุณค่ะ มันวางไว้นานแล้วเลยอาจจะเก่าหน่อย อย่าถือสานะคะ”


กู้เสี่ยวหยุนพูดอย่างเขินอาย


เป็นอย่างที่บรรยายไว้ในหนังสือไม่มีผิด เด็กสาวคนนี้รูปร่างสูงโปร่งประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร คิ้วเข้มตาโต จมูกโด่ง ปากนิดจมูกหน่อย เป็นคนสวยพิมพ์เดียวกับพี่ชายของเธอไม่มีผิดเพี้ยน


ทว่าในชาติที่แล้ว เด็กสาวผู้นี้กลับต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของกวนเล่ย ในตอนนั้นเธอเพิ่งจะอายุครบ 19 ปี และเพิ่งได้รับจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ


“ขอบใจนะเสี่ยวหยุน” กวนโยวซวงรับหนังสือมา


“เธอพอมีเวลาว่างไหม? เรามานั่งคุยกันสักหน่อยสิ”


“ตอนนี้คงไม่ได้ค่ะ ฉันต้องไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ที่ห้องครัวก่อน”


กวนโยวซวงนึกถึงหวงชุนเยี่ยนผู้หญิงคนนั้น เธอเป็นประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว พูดจาหว่านล้อมเก่งกาจ แต่ในใจกลับคิดคำนวณผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา


ในนิยายเดิมทันทีที่กวนเล่ยแต่งเข้ามา หวงชุนเยี่ยนก็เริ่มเปรยเรื่องแยกบ้าน และตามธรรมเนียมชนบทปกติแล้ว ลูกชายคนเล็กมักจะต้องอยู่ดูแลพ่อแม่ต่อ กวนเล่ยไม่อยากปรนนิบัติพ่อแม่สามีจึงไม่ยอมเด็ดขาด


ทำให้คนทั้งบ้านต้องอยู่รวมกัน และความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้น้องสะใภ้ก็แย่ลงเรื่อยๆ


เนื่องจากหวงชุนเยี่ยนเอาใจเก่งกว่า เมื่อเทียบกับกวนเล่ยแล้ว กู้เสี่ยวหยุนจึงสนิทกับพี่สะใภ้ใหญ่มากกว่า วันไหนที่เป็นเวรพี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหาร เธอก็จะช่วยทำก่อนแล้วค่อยไปทำการบ้าน แต่ถ้าเป็นเวรกวนเล่ยทำอาหาร เธอจะไม่โผล่หัวไปช่วย แถมไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าไปในห้องครัว


เรื่องการหว่านล้อมซื้อใจคนน่ะหรือ... ใครบ้างที่ทำไม่เป็นกัน