ตอน 1

บทที่ 1 ทั้งครอบครัวข้ามภพ


“พ่อคะ! พ่อ! พ่อยังอยู่ใช่ไหม?”

เสิ่นเถาซีตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้นแต่จู่ๆ ก็ชะงักไปก่อนจะถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก ชายหนุ่มที่ดูหน้าตาหล่อเหลาสุขุมในวัยยี่สิบต้นๆ หันกลับมามองอย่างงุนงง เขาจ้องมองลูกสาวของตนอยู่นานจนเสิ่นเถาซีรู้สึกใจคอไม่ดี

หรือว่าจะมีแค่เธอคนเดียวที่ทะลุมิติมา?

ทันใดนั้น เสียงร้องไห้โฮของเสิ่นจ้งก็ดังขึ้น

“เถาเถา! พ่อลูกเราสองคนข้ามมาที่นี่แล้ว แม่ของลูกจะทำยังไงล่ะ!”

“แม่ของลูกเป็นเมียคนเดียวของพ่อเลยนะ! แบบนี้ความบริสุทธิ์ของพ่อก็ต้องสูญสิ้นกันพอดี!”

“ต่อไปนี้พ่อต้องไปเป็นสามีของผู้หญิงคนอื่นงั้นเรอะ!”

พอได้ยินเสียงโอดครวญของเสิ่นจ้ง เสิ่นเถาซีก็รู้สึกดีใจแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้


“พ่อคะ ถ้าเกิดว่าแม่ก็ข้ามมาด้วยล่ะ?”

“ตอนที่พวกเราสำลักก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เราสามคนอยู่ด้วยกันนะ!”

เสิ่นจ้งสะอึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนิ่งอึ้ง


“เอ้อ... เป็นอย่างนั้นรึ?”

ทว่าพอเขาหวนนึกถึงความทรงจำที่เพิ่งได้รับมาก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม


“อา... แต่ว่าเมียในโลกนี้สวยมากเลยนะ ถึงจะไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเท่าแม่ของลูกแต่เธอยังสา...”

“เธอยังอะไรนะ?” เสียงเย็นเฉียบเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตดังมาจากด้านบน

เสิ่นจ้งที่ไม่ได้ระวังตัวตอบกลับด้วยความเศร้าโศก


“ยังสาวไงล่ะ!”

“พ่อ!” เสิ่นเถาซีรีบตะครุบปากพ่อตัวเอง แต่ก็สายเกินไป

สิ้นเสียง ‘อั่ก’ ร่างหนึ่งก็ลอยลิ่วออกไปราวกับลูกธนูพุ่งออกจากคันศร

เสิ่นเถาซีมองดูร่างของพ่อที่ปลิวไปกระแทกพื้นไกลๆ จนฝุ่นตลบอย่างเงียบๆ ทว่าเธอกลับได้ยินเสียงครางอู้อี้ดังแว่วมาอีกร่างหนึ่ง เธอเอียงหูฟังแต่เสียงนั้นก็เงียบหายไป จึงรีบโผเข้าหาอ้อมกอดของเริ่นซินเยว่ พร้อมกับซุกหน้าลงกับหน้าอกนุ่มนิ่มที่ดูอวบอิ่มขึ้นกว่าเดิมของแม่


“แม่คะ ดีจังเลยที่เราข้ามมาด้วยกัน” เริ่นซินเยว่ตบหลังลูกสาวเบาๆ


“เอาล่ะๆ ครอบครัวเราอยู่กันครบแล้ว!”

“จริงสิจะบอกอะไรให้... ลูกสังเกตไหมว่าวิลล่าหลังใหม่ของพวกเราก็ติดมาด้วย?”

“หือ? อะไรนะคะ?”

เสิ่นเถาซียังคงงุนงง พอเห็นแม่ส่งสายตาให้เธอก็เข้าใจในทันที


“อา... หรือว่าจะเหมือนในนิยายที่เคยอ่าน?”

เธอหลับตาลงรวบรวมสมาธิครู่ต่อมาเธอก็ลืมตาโพลง


“แม่คะ! วิลล่าของเราตามมาจริงๆ ด้วย ดีจังเลย!”

เริ่นซินเยว่กล่าวต่อ


“เดี๋ยวรอพ่อแกกลับมา เราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ เราสองคนเข้าไปได้ พ่อแกก็น่าจะเข้าไปได้เหมือนกัน”

จากนั้น สองแม่ลูกก็หยิบกระจกบานเล็กออกมาส่องดูใบหน้าของตัวเอง

“แม่คะ ใบหน้านี้กับหน้าเดิมของหนูยังมีความคล้ายอยู่บ้างนะคะ!”

“แต่ผิวขาวกว่า แถมยังสวยกว่าเดิมเยอะเลย! ผิวพรรณนี่แทบจะหยิกเป็นน้ำออกมาได้เลยล่ะ! ถึงรูปร่างตอนนี้จะยังโตไม่เต็มที่ แต่คิดว่าคงไม่ต่างกันมาก... เพราะมีหุ่นของแม่เป็นมาตรฐานอยู่นี่นา”

เริ่นซินเยว่กล่าวเสริม “งานที่ลูกทำก่อนหน้านี้ตากแดดตากลมซะขนาดนั้น ผิวไม่เสียก็แปลกแล้ว!”

“แต่ก็นะ... ความเยาว์วัยมันดีจริงๆ”

“ว่าแต่ร่างเดิมของร่างนี้ก็น่าจะอายุสามสิบกว่าแล้วนะ? แต่ยังดูเหมือนคนอายุยี่สิบต้นๆ อยู่เลย เป็นช่วงวัยที่เปล่งประกายที่สุดจริงๆ”

“ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายแม่มาก แต่รูปร่างนี่สิ... ดีกว่าแม่เยอะเลย!”

“ที่สำคัญคือความสาว! เดิมทีแม่อายุห้าสิบกว่าแล้ว บำรุงแทบตายริ้วรอยก็ยังโผล่มาให้เห็นแต่นี่ดูผิวสิ... เนียนจนน้ำแทบหยดออกมาได้เลย!”

ทั้งสองตรวจเช็กสภาพร่างกายเสร็จ ก็มองไปที่ชายหนุ่มที่กำลังเดินตรงเข้ามาเริ่นซินเยว่กล่าว


“พ่อของลูกก็ดูหนุ่มและหล่อขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ”

“แต่มาดอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดูสุภาพอ่อนโยนหายไปเยอะเลย!”

“หน้าหล่อๆ แบบนี้ ท่าทางจะทนมือทนเท้าดีแฮะ!”

“แม่คะ! ลูกยังอยู่ตรงนี้นะ พูดอะไรเกรงใจกันบ้าง!”

“เอ๊ะ... ทำไมหนูรู้สึกเหมือนพ่อกำลังลากใครบางคนตามหลังมาด้วยล่ะคะ?”

เริ่นซินเยว่เพ่งมอง “ไม่ใช่แค่รู้สึกแล้วล่ะ... ลากคนมาจริงๆ ด้วย!”

ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปหา เห็นเสิ่นจ้งกำลังจับขาของชายคนหนึ่งลากมาตลอดทาง

“พ่อคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

เสิ่นจ้งวางร่างคนผู้นั้นลงแล้วเช็ดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริง


“ตอนพ่อร่วงลงมา คนนี้ก็นั่งอยู่ตรงนั้นพอดี๊พอดี พ่อก็เลยทับเขากลายเป็นเบาะรองนั่นแหละลองเช็กดูซิว่าโดนพ่อทับตายไปหรือยัง!”

เสิ่นจ้งไม่กังวลเลยสักนิดว่าลูกสาวจะขวัญเสีย เพราะลูกสาวเขาเป็นถึง ‘ราชินีหน่วยสวาท’ อะไรที่ว่าน่ากลัว เธอผ่านมันมาหมดแล้ว!เสิ่นเถาซีเข้าไปตรวจสอบ สิ่งแรกที่คิดคือ


“พ่อคะ คนๆ นี้หล่อเกินไปไหม? นี่ผู้ชายจริงเหรอ?”

จากนั้นเธอก็ลองเช็กชีพจรและลมหายใจ ก่อนจะถือวิสาสะสัมผัสหน้าอกของชายหนุ่มว้าว แข็งแรงชะมัด!

“ไม่ตายค่ะ ยังรอดอยู่! น่าจะแค่สลบเพราะโดนพ่อทับไปนั่นแหละ”

เสิ่นจ้งถอนหายใจ “ไม่ตายก็ดีแล้วๆ”

เสิ่นเถาซียังคงจ้องมองชายหนุ่มไม่วางตา “แม่คะ มาดูเร็วคนนี้หล่อกว่าดาราอีก!”

เริ่นซินเยว่ชะโงกหน้ามาดู “อืม หล่อจริงๆ หล่อกว่าพ่อของลูกอีก!”

“ลูกรัก... เอาคนนี้ไว้ไหม? เก็บไว้เป็นลูกเขยให้แม่ดีไหมล่ะ?”

เสิ่นจ้งที่เพิ่งจะกระโดดเหยงๆ เมื่อครู่ พอได้ยินประโยคนั้นก็หน้าจ๋อยลงทันที


“นึกว่าเมียไม่ต้องการพ่อซะแล้ว? ไม่ได้นะ! ชาติที่แล้วเป็นผัว ชาตินี้ก็ยังเป็นผัวเหมือนเดิม!”

เริ่นซินเยว่เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา “ไม่ใช่ใครนะที่บอกอยากเปลี่ยนเมียใหม่น่ะ?”

เสิ่นจ้งสาบานฟ้าดิน “พ่อสาบานเลย! ไม่เคยคิด และไม่มีทางคิดเด็ดขาด!”

เสิ่นเถาซีขัดขึ้น “พ่อคะ นี่เป็นโลกแห่งการฝึกตน ห้ามสาบานพร่ำเพรื่อนะคะ”

“ช่างเถอะ ในเมื่อเขายังสลบอยู่ แม่คะ เราพาพ่อไปดูในมิติวิลล่ากันดีกว่า”

“มิติอะไร?” เสิ่นจ้งทำหน้ามึนงง เริ่นซินเยว่ดึงแขนเขา


“ไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง” ร่างของทั้งสามหายวับไปจากตรงนั้น

ทันทีที่ทั้งสามหายไป ชายหนุ่มบนพื้นก็ลืมตาขึ้นสองร่างปรากฏตัวลงจากอากาศเบื้องบน คุกเข่าลงข้างหนึ่ง


“นายท่าน!”

เสวียนอี้ลูบท้ายทอยตัวเองด้วยความเจ็บปวด พลังปราณไหลเวียนผ่านฝีมือเพียงครู่เดียว บาดแผลบนร่างกายก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซางลั่วกล่าว


“นายท่าน บาดแผลของท่านหายดีแล้วหรือ?”

เสวียนอี้พยักหน้า “อืม” เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไปยังจุดที่ตัวเองเพิ่งนอนอยู่ เมื่อไล่สายตาดูรอยลากยาวบนพื้น ใบหน้าของเสวียนอี้ก็ดำมืดลงทันที เพียงชั่วพริบตาทั้งสามร่างก็หายลับไป

ภายในมิติวิลล่าครอบครัวสามคนยังไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มผู้งดงามด้านนอกได้หายไปแล้ว พวกเขากำลังตื่นเต้นที่วิลล่าของตนตามมาด้วยเพียงแต่ถนนหนทางหน้าบ้านหายไป กลายเป็นม่านหมอกสีขาวโพลนที่ไม่เห็นสิ่งใด

ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านยังคงเดิม แต่ดูเหมือนจะใช้งานได้แค่ชั้นหนึ่งเท่านั้น ทั้งสามเดินวนเวียนอยู่ในวิลล่าแต่กลับขึ้นชั้นสองไม่ได้ เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่ ทว่าเสิ่นเถาซีกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง


“พ่อคะ แม่คะ รู้สึกไหมว่าพลังวิญญาณในวิลล่าของเราเข้มข้นมาก เข้มข้นกว่าด้านนอกเป็นร้อยเท่าเลย!”

“ใช่ๆ พ่อก็รู้สึก! เข้มข้นจริงๆ ด้วย” เสิ่นจ้งพยักหน้ารัว

“ตามตรรกะของโลกนี้ การฝึกฝนที่นี่น่าจะก้าวหน้ากว่าข้างนอกหลายเท่า”

“ต่อไปนี้พวกเราสามคนจะไม่ใช่ตัวถ่วงของตระกูลอีกต่อไปแต่จะเป็นยอดอัจฉริยะ!”

เมื่อนึกถึงสถานะของร่างเดิมในโลกนี้ เริ่นซินเยว่ก็ถอนหายใจ


“พวกเราสามคนคือตัวน่ารังเกียจของตระกูล ในฐานะลูกหลานสายตรง กลับไม่มีใครบรรลุขั้นสร้างรากฐานเลยสักคน ถ้าไม่ถูกทอดทิ้งสิถึงจะแปลก”

จากความทรงจำของร่างเดิม พวกเขาคือคนของสายรองจากตระกูลเสิ่นในเมืองเฟิ่งหมิง สายรองมีเสิ่นจ้งเหลืออยู่เพียงคนเดียว เพราะพ่อของเสิ่นจ้งออกไปฝึกฝนเมื่อสิบปีก่อนเพื่อหาทางรักษาเส้นชีพจรวิญญาณของหลานสาวแต่ก็ไม่เคยกลับมา คนในตระกูลต่างสงสัยว่าเขาตายไปแล้ว

ด้วยเหตุที่เสิ่นจ้งมีพรสวรรค์ต่ำต้อย จึงถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ทรัพยากรก็ยิ่งร่อยหรอ ที่สามารถฝึกมาถึงขั้นรวมปราณระดับเจ็ดได้ ก็เพราะอาศัยทรัพยากรที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้เพียงเท่านั้น

เสิ่นเถาซีเกาหัว “ทำไมมันไม่เหมือนในนิยายที่เคยอ่านเลยล่ะ?”

“ไม่ใช่ว่ายิ่งเส้นชีพจรวิญญาณน้อย ยิ่งพรสวรรค์สูงส่งหรอกเหรอ? ทำไมที่นี่ถึงกลับกันล่ะ?”