ตอน 13

บทที่ 13 : มนต์เสน่ห์ของแตงกวาดอง


ห้องหมายเลข 1702

นี่คือที่พักที่ได้รับจากระบบรางวัลนั่นเอง

หลินฮ่าวใช้ลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสิบเจ็ดและหาห้องพักของตนเจอในเวลาไม่นาน เขาหยิบกุญแจออกมาไขประตูแล้วลากกระเป๋าเดินทางก้าวเข้าไปข้างใน

ห้องพักมีขนาดกว้างขวางถึง 160 ตารางเมตร แม้หักพื้นที่ส่วนกลางออกไปแล้วก็ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยจริงประมาณ 140 ตารางเมตร ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่เมืองเจียงไห่ หลินฮ่าวยังไม่เคยพักในห้องที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย

หลังจากเดินสำรวจคร่าวๆ หลินฮ่าวก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ห้องนี้ผ่านการตกแต่งแบบสำเร็จรูป เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน สามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที ผังห้องก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เป็นแบบสามห้องนอน สามห้องน้ำ สองห้องโถง พร้อมระเบียงอีกสองแห่ง

ตัวห้องตั้งอยู่บนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ทิศทางลมดี แสงแดดส่องถึง ทำให้บรรยากาศดูโปร่งโล่งและกว้างขวาง โดยเฉพาะห้องครัวที่ถูกใจเขาที่สุด เพราะมีพื้นที่ใช้สอยมากพอที่คนสองถึงสามคนจะเข้าไปยืนพร้อมกันได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดเลย

หลินฮ่าวที่เติบโตมาในชนบทถูกใจสิ่งนี้มาก หากเป็นห้องเช่ารูหนูที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ พื้นที่เพียงน้อยนิดแค่จะวางเตาแก๊สยังลำบาก แถมยังเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ค่อยทำอาหารกินเองเท่าไรนัก ส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารฟาสต์ฟู้ดข้างนอกเสียมากกว่า

ส่วนห้องนอนทั้งสามนั้นแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ ห้องนอนเล็ก และห้องทำงาน ห้องนอนใหญ่กับห้องนอนเล็กต่างก็มีห้องน้ำในตัว สะดวกสบายอย่างยิ่ง

หลังจากจัดข้าวของเข้าที่เข้าทาง หลินฮ่าวทิ้งตัวลงนอนบนเตียงในห้องนอนใหญ่ด้วยความรู้สึกเติมเต็ม นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาก็กลายเป็นคนที่มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ปัญหาใหญ่ในชีวิตได้รับการแก้ไขไปอีกเปราะหนึ่ง

สิบโมงเช้า

หลินฮ่าวออกจากที่พักโดยถือกระปุกแตงกวาดองและหัวไชเท้าดองใบใหญ่ติดมือไปด้วย แม้จะมีบ้านแล้วแต่เขาก็ไม่ลืมร้านเล็กๆ ที่ถนนหลินไห่ เพราะนั่นคือแหล่งทำมาหากินของเขา เขาไม่ต้องเสียเวลาหางานใหม่ให้วุ่นวาย แค่ตั้งใจบริหารร้านเล็กๆ แห่งนี้ให้ดีก็พอ


ส่วนแตงกวาดองพวกนี้ เขากินคนเดียวไม่มีทางหมด ก็เลยเอาไปไว้ที่ร้านเผื่อว่าจะมีลูกค้าถูกใจบ้าง ฝีมือแม่ดองเอง ทั้งสะอาดถูกหลักอนามัย แถมยังช่วยเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

ระหว่างทางไปร้าน หลินฮ่าวโทรติดต่อเจ้าของบ้านเช่าหลังเก่าเพื่อแจ้งว่าจะไม่ต่อสัญญาเช่าในเดือนหน้า พร้อมนัดแนะเวลาคืนห้องและรับเงินมัดจำคืนให้เรียบร้อย

ตอนที่ไปถึงร้านก็เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว

[ แจ้งเตือนภารกิจใหม่! ]

“ร้านเล็กๆ ที่เริ่มมีชื่อเสียง (ภารกิจที่ 2): ในฐานะร้านอาหารที่มีความมุ่งมั่น ต้องมอบบริการที่ลูกค้าประทับใจให้ได้ โปรดรวบรวมคำชมจากลูกค้าให้ครบ 10 คนภายใน 3 วัน”

“รางวัลหลังทำภารกิจสำเร็จ: สูตรเสี่ยวหลงเปาไส้หมู (ระดับเทพ) 1 ฉบับ”

[ ความคืบหน้าภารกิจปัจจุบัน: 0/10 (เวลาที่เหลือ: 3 วัน) ]

การปรากฏขึ้นของภารกิจใหม่ไม่ได้ทำให้หลินฮ่าวแปลกใจเท่าไรนัก แต่เมื่อเห็นรางวัลของภารกิจนี้ เขาก็อดจะอึ้งไปไม่ได้

เสี่ยวหลงเปาระดับเทพงั้นหรือ? เมื่อวานให้เป็นเงิน แต่พอมาวันนี้กลับเปลี่ยนเป็นสูตรลับระดับเทพแทน

หลินฮ่าวพินิจพิจารณาดูแล้วก็เข้าใจเจตนาของระบบได้ไม่ยาก การจะบริหารร้านให้รุ่งเรือง นอกจากพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องมีจุดเด่น ซึ่งแก่นแท้ที่สุดของร้านอาหารก็คือตัวรสชาติอาหารนั่นเอง

ฝีมือการทำอาหารของเขาก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นอะไร ในขณะที่เมนูในร้านตอนนี้ก็ธรรมดาจนเกินไป แม้จะบอกว่าเป็นรสชาติแบบบ้านๆ เข้าถึงง่าย แต่ถ้าพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือมันไม่มีเอกลักษณ์

ดังนั้น ระบบจึงมอบพวกสูตรอาหารเป็นรางวัลให้ หลินฮ่าวยิ่งเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านเล็กๆ แห่งนี้ คือการปูทางเพื่อการพัฒนาของร้านโดยเฉพาะ

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินฮ่าวจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนร้านใหม่ แม้จะชอบการตกแต่งเดิมอยู่แล้วแต่เขาก็อยากปรับปรุงเมนูอาหารเสียหน่อย ในสายตาของเขา เมนูเดิมมีประเภทอาหารสะเปะสะปะเกินไป แถมบางเมนูยังทำยาก จึงตั้งใจว่าจะลดจำนวนลง

ข้าวผัดไข่กับบะหมี่ผักที่เป็นเมนูทำง่าย เขาจะคงไว้ ส่วนเมนูอื่นจะตัดออกไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มเมนูใหม่ในภายหลัง อย่างเช่นเสี่ยวหลงเปาที่ระบบจะมอบให้เป็นรางวัลในอนาคต

หลังจากหุงข้าวเสร็จ หลินฮ่าวก็ปลดเมนูเดิมที่ติดอยู่บนผนังออก แล้วออกไปซื้อป้ายเมนูใหม่มาสองแผ่น เขียนเมนูที่คัดเลือกมาแล้วแผ่นหนึ่งแปะไว้ในร้าน อีกแผ่นวางไว้ที่ทางเข้าร้าน

ราคาอาหารในเมนูใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่รายการอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองดูเมนูที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว หลินฮ่าวก็รู้สึกสบายใจขึ้น นี่คือการเริ่มต้นใหม่ของเขา

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการขายมื้อเที่ยง เนื่องจากเมื่อวานจัดกิจกรรมไป ลูกค้าจึงเยอะเป็นพิเศษ วัตถุดิบหลายอย่างเลยร่อยหรอไปมาก


แต่หลังจากลดเมนูลงแล้ว แค่ผักจากสวนหลังร้านก็เพียงพอสำหรับความต้องการในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องออกไปหาซื้อเพิ่มที่ตลาดเลย ผักจากสวนตัวเองน่ะหรือ... บอกเลยว่าดีกว่าที่ขายตามตลาดไม่รู้กี่เท่าตัว

สิบเอ็ดโมงผ่านไปเพียงครู่เดียว ลูกค้าคนแรกก็มาถึง

ชายหนุ่มร่างท้วม ‘เฉียนจื่อไท่’ หลินฮ่าวจำเขาได้แม่น เพราะอีกฝ่ายเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของเมื่อวานตอนเที่ยง แถมยังเคยวิจารณ์ฝีมือการเล่นเกมของเขาอีกด้วย

“เจ้าของร้าน ผมมาอีกแล้ว เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ?”

หลังจากเข้าร้านมา เฉียนจื่อไท่ก็ทักทายหลินฮ่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงอย่างเป็นกันเอง เขาเหลือบมองเมนูบนผนังแล้วถามด้วยความสงสัย


“นี่ร้านเปลี่ยนเมนูใหม่เหรอครับ?”

“เป็นการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจน่ะ” หลินฮ่าวตอบกลับอย่างหน้าตาย

“กลยุทธ์... ธุรกิจ?”

รอยยิ้มบนหน้าของเฉียนจื่อไท่แข็งค้าง สายตาเต็มไปด้วยความมึนงง พลางคิดในใจว่า ‘นายพูดเรื่องอะไรของนายเนี่ย’ ต่อให้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ แล้วทำไมรายการอาหารในเมนูถึงลดลงกว่าเก่าอีกล่ะ?

เฉียนจื่อไท่กลืนคำบ่นลงคอไป ก่อนจะกวาดสายตามองเมนู 'ใหม่' อีกรอบแล้วสั่งว่า


“ขอข้าวผัดไข่หนึ่งที่ครับ”

เมนูเดิมถูกตัดออกไปเกือบหมด ตัวเลือกของเขาจึงเหลือไม่มากนัก สิ่งเดียวที่น่าโล่งใจคือข้าวผัดไข่ยังไม่ถูก 'กำจัด' ไปตามกลยุทธ์ที่เจ้าของร้านว่ามา

“รอสักครู่ครับ!”

ใช้เวลาไม่นาน ข้าวผัดไข่ก็ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า หลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่เฉียนจื่อไท่กำลังตักข้าวผัดไข่เข้าปากสลับกับซดน้ำซุปร้อนๆ หลินฮ่าวก็เดินถือจานใบเล็กเข้ามา

“นี่คือ...” เฉียนจื่อไท่ชะงักไปเมื่อเห็นจานเล็กๆ ถูกวางลงตรงหน้า

“แตงกวาดองทำเองครับ แถมให้ฟรี ลองชิมดูสิ” หลินฮ่าวอธิบาย

เขามีแตงกวาดองที่ทางบ้านส่งมาให้เยอะมาก กินคนเดียวอย่างไรก็ไม่หมด สู้เอามาแบ่งปันให้ลูกค้าลองชิมดูดีกว่า ต่อให้มีคนชอบแค่คนเดียวก็คุ้มแล้ว

“ขอบคุณครับ!”

เมื่อรู้ว่าเป็นของแถมฟรี เฉียนจื่อไท่ก็ส่งสายตาซาบซึ้งใจกลับไป ก่อนที่หลินฮ่าวจะผละตัวออกไปเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนลูกค้า

หลังจากหลินฮ่าวเดินจากไป สายตาของเฉียนจื่อไท่ก็จับจ้องไปที่จานแตงกวาดองเบื้องหน้า แตงกวาดองที่หลินฮ่าวเอามาให้ ไม่ได้แค่ตักออกมาจากโหลเฉยๆ แต่ผ่านการปรุงรสมาแล้ว

ขั้นตอนของหลินฮ่าวไม่ซับซ้อน เริ่มจากล้างแตงกวาดองให้สะอาด ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ คลุกเกลือทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงเพื่อคั้นน้ำเค็มออก จากนั้นจึงนำไปคลุกเคล้ากับน้ำส้มสายชูหมักตามสัดส่วน หรือจะเติมน้ำตาล น้ำมันงา ซีอิ๊ว หรือน้ำมันพริกตามใจชอบก็ได้ รสชาติที่ได้ย่อมแตกต่างกันไปตามสูตรของแต่ละบ้าน

เฉียนจื่อไท่มองสำรวจด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบแตงกวาขึ้นมาหนึ่งชิ้น

แตงกวาดองถูกส่งเข้าปาก

“เอ๊ะ?”