ตอน 6
บทที่ 6 : ข้าวผัดไข่สิบหยวน
“ปัง ปัง ปัง!”
“แกร็ก แกร็ก แกร็ก!”
เสียงปืนอันดุเดือดดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือ ภายในร้านอาหารหลินฮ่าวนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีตึงเครียด มือถือเครื่องเก่งถูกจับไว้แน่นขณะกำลังตะลุย ‘ศึกสงคราม’ อย่างเอาเป็นเอาตาย เกมที่หลินฮ่าวเล่นอยู่นี้คือเกมแนวแบทเทิลรอยัลยอดฮิตที่กำลังโด่งดังในช่วงนี้ เขาเพิ่งโหลดมาไว้เล่นฆ่าเวลาในยามที่ไร้เงาลูกค้า หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่มีอารมณ์มานั่งทำอะไรแบบนี้แน่
ในเกม... ตัวละครของหลินฮ่าวค่อยๆ ร่อนลงจากฟากฟ้าหลังจากที่เขาปล่อยให้มันร่อนอยู่นานสองนาน ด้วยบทเรียนราคาแพงที่เคยตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้เหยียบพื้นมาหลายครั้ง ทำให้คราวนี้เขาเลือกที่จะลอยตัวอยู่กลางอากาศสักพัก รอให้พวกข้างล่างตีกันจนน่วมไปก่อนแล้วค่อยลงไป ‘เก็บตก’ ทีหลัง ทว่าเบื้องล่างนั้นโกลาหลไปหมด เสียงปืนดังระงมไม่ขาดสาย หลินฮ่าวคิดว่าตัวเองเลี่ยงจุดปะทะได้แล้ว จึงรีบลงพื้นแล้ววิ่งเข้าบ้านหลังเล็กไปคว้าได้เพียงอีโต้มาหนึ่งเล่ม แต่ยังไม่ทันจะมองหาเป้าหมาย จู่ๆ ก็มีคนโผล่มาจากไหนไม่รู้หลายคนรุมยิงเขาจนเลือดลดฮวบ
ในมือมีเพียงอีโต้สำหรับต่อสู้ระยะประชิด เขาจึงทำได้เพียงวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างหัวซุกหัวซุน ไม่นานนัก... หน้าจอก็ขึ้นตัวอักษรบอกจุดจบ ‘ตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้ของ’ อีกตามเคย หลินฮ่าวถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ดูท่าเขาจะไร้พรสวรรค์ด้านนี้โดยสิ้นเชิง ชะตาลิขิตมาให้เป็นได้แค่เป้านิ่งให้คนอื่นยิงเล่น แต่เขาก็ไม่ได้โมโหอะไร เพราะเล่นเกมเพื่อความสนุก ถ้าไปจริงจังกับมันมากเกินไปก็คงมีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ
เขามองออกไปนอกร้าน ไม่เห็นมีลูกค้าเข้ามา จึงกดเริ่มเกมใหม่อีกครั้ง โดดร่ม, ลงพื้น, ตาย... จบในกระบวนท่าเดียว เหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก จนแม้แต่ตัวหลินฮ่าวเองยังอดขำไม่ได้
“พี่ชาย ฝีมือแบบนี้ไม่ไหวมั้ง!”
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลินฮ่าวถูกวงบีบจนตายในรอบล่าสุด ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงทักทายดังขึ้นข้างหู เมื่อหันไปมอง ก็พบชายหนุ่มร่างท้วมเล็กน้อยในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์กำลังส่ายหน้าไปมา มัวแต่จดจ่อกับเกมจนไม่รู้เลยว่ามีคนเดินเข้ามา ดูท่าทางอีกฝ่ายคงจะยืนดูเขาเล่นมาได้สักพักแล้ว
“มือใหม่น่ะ”
โดนทักว่าฝีมือแย่ หลินฮ่าวก็ไม่ถือสา เขาตอบกลับไปตามตรงอย่างไม่คิดจะแก้ตัว
“นิสัยดีแฮะ”
ฝ่ายตรงข้ามประหลาดใจกับท่าทีของหลินฮ่าวเล็กน้อย ก่อนจะตบไหล่เขาแล้วยิ้มพูดว่า
“ผมก็เล่นเกมนี้เหมือนกัน วันหลังเดี๋ยวพาไปไล่ตบเด็ก”
หลินฮ่าวไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพยักหน้ารับเบาๆ เขากดออกจากเกมแล้วเก็บโทรศัพท์เข้าที่ จากนั้นจึงหันไปมองแขกผู้มาเยือน
“จะมากินข้าวหรอครับ?” มีลูกค้าเข้าร้านมาแล้ว เขาก็ไม่ควรจะมัวแต่เล่นเกมอยู่
“ใช่ครับ!” เฉียนจื่อไท่ตอบรับก่อนจะพูดกับหลินฮ่าวด้วยท่าทีเกรงใจนิดๆ
“ทำไมไม่เล่นต่อล่ะครับ? ไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่ล้อเลียนคุณหรอก” เขาเข้าใจผิดคิดว่าหลินฮ่าวเลิกเล่นเพราะตนเอง
“ถ้ามัวแต่เล่น ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปทำอาหารให้คุณล่ะครับ?” หลินฮ่าวหัวเราะพลางชี้ไปที่เมนูบนผนัง
“อยากทานอะไร สั่งได้ตามสบายเลยนะ”
“คุณเป็นเจ้าของร้านเหรอ?” เฉียนจื่อไท่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่ตอนยืนดูเขาเล่นเกม เฉียนจื่อไท่เข้าใจว่าหลินฮ่าวเป็นลูกค้าเหมือนกัน เพราะเขารู้จักเจ้าของร้านคนเดิมอยู่
“เจ้าของเดิมย้ายไปแล้ว ผมมารับช่วงต่อครับ” หลินฮ่าวอธิบาย เพราะเขารู้ดีว่าชายคนนี้อาจเป็นลูกค้าประจำเหมือนกับเซี่ยอวี่หลิงที่มาเมื่อเช้า
พูดถึงเรื่องนี้ หลินฮ่าวก็ต้องขอบคุณเจ้าของร้านคนเก่า เพราะทำให้อดีตลูกค้าประจำยังคงแวะเวียนมาที่นี่ ช่วยให้เขามีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทันทีที่เริ่มงานเพียงแค่ช่วงเช้าวันเดียวก็มีคนเดินเข้ามาหาถึงสองคนแล้ว หากเป็นแบบนี้ต่อไปภารกิจรับรองลูกค้าครบสิบคนคงสำเร็จในเวลาไม่นาน
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง!” เฉียนจื่อไท่ลังเลเล็กน้อย เขาไล่สายตาดูเมนูบนผนัง พบว่าราคาและอาหารยังเหมือนเดิม จึงเอ่ยปากว่า
“งั้นเอาข้าวผัดไข่หนึ่งจานครับ”
ถ้าเป็นเวลาปกติพอรู้ว่าร้านเปลี่ยนเจ้าของ เฉียนจื่อไท่คงเดินจากไปแล้วเพราะแถวนี้มีร้านที่คุ้นเคยตั้งมากมาย ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับร้านใหม่แถมเจ้าของยังดูอายุน้อยไม่น่าจะทำอาหารเก่งอะไร แต่เพราะได้คุยกับหลินฮ่าวเมื่อครู่แล้วรู้สึกถูกชะตา เขาเลยตัดสินใจลองอยู่ต่อ ถือเสียว่าช่วยอุดหนุน หากรสชาติไม่ผ่าน ครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่
“ได้เลยครับ เชิญนั่งรอสักครู่ เดี๋ยวผมมาเสิร์ฟ”
หลินฮ่าวรับคำแล้วเดินออกไปหลังร้านเพื่อเด็ดต้นหอมสด กลิ่นดินที่ติดมากับรากต้นหอมให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ เขาเริ่มรู้สึกว่าการมีสวนหลังร้านแบบนี้มันดีจริงๆ จะใช้เมื่อไหร่ก็ไปเด็ดมา สดใหม่และไม่เหลือทิ้ง ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก ข้าวผัดไข่... เป็นเมนูที่ใครๆ ก็ทำได้ หลินฮ่าวเองก็เช่นกัน แม้แต่ก่อนเขาจะทำได้แค่ข้าวผัดธรรมดาๆ รสชาติพื้นๆ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
หลังจากต้อนรับเซี่ยอวี่หลิงที่เป็นลูกค้าคนแรกเมื่อเช้า นอกจากจะทำภารกิจลับสำเร็จและเปิดภารกิจหลักของร้านแล้ว เขายังได้รับรางวัลเป็นทักษะการทำอาหารระดับเชี่ยวชาญ ทำให้ฝีมือของเขาในตอนนี้เทียบไม่ได้เลยกับเมื่อก่อน ข้าวสวยหุงไว้พร้อมตั้งแต่แรกแล้ว นับว่าหลินฮ่าวเตรียมพร้อมมาดี แม้จะน่าเสียดายที่ข้าวไม่ใช่ข้าวค้างคืน เพราะหลายคนบอกว่าข้าวค้างคืนคือหัวใจสำคัญของข้าวผัดไข่ แต่หลินฮ่าวก็ไม่อยากใส่ใจรายละเอียดมากนัก
จุดไฟ, ตั้งกระทะ, ใส่น้ำมัน, ตอกไข่...
ท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไวทำให้แม้แต่หลินฮ่าวยังตกใจตัวเอง ทุกอย่างต้องยกความดีความชอบให้ทักษะที่ได้รับจากระบบ เสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วออกมา พร้อมกับกลิ่นหอมหวลที่เริ่มโชยออกจากครัว เฉียนจื่อไท่ที่นั่งรออยู่ไม่ไกลกำลังจะหยิบมือถือมาเล่นฆ่าเวลา แต่พอได้กลิ่นหอมนั้น ใจของเขาก็ต้องกระตุก
“หอมจัง!”
ถึงจะยังไม่ได้ชิม แต่แค่กลิ่นก็ทำให้เฉียนจื่อไท่เริ่มคาดหวังขึ้นมาเสียแล้วแม้แต่เจ้าของร้านคนเก่ายังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย ดูท่าเจ้าของร้านหนุ่มคนนี้จะเล่นเกมห่วยแต่เรื่องทำอาหารน่าจะมีของดีอยู่กับตัว เสียงทำอาหารในครัวยังคงดังต่อเนื่อง กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วจนเฉียนจื่อไท่ไม่มีสมาธิเล่นเกมอีกต่อไป ความอยากลิ้มลองรสชาติพุ่งพล่านอยู่ในใจ ไม่กี่นาทีผ่านไปภายใต้การรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดหลินฮ่าวก็ยกจานข้าวผัดไข่เดินออกมาจากครัว
“ข้าวผัดไข่มาแล้วครับ”
เสียงของหลินฮ่าวทำให้เฉียนจื่อไท่ตื่นจากภวังค์ ข้าวผัดไข่ร้อนๆ กลิ่นหอมฉุยถูกวางลงตรงหน้าพร้อมกับน้ำซุปใสอีกหนึ่งถ้วย นี่น่ะเหรอข้าวผัดไข่สิบหยวน?
ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ สีสัน หรือความหอม ทั้งหมดนี้ดูเหนือกว่าข้าวผัดราคาหลักสิบปลายๆ ที่ขายอยู่ข้างนอกหลายเท่าตัวนัก เขาแอบสูดดมกลิ่นเบาๆ กลิ่นหอมของไข่และข้าวคลุกเคล้ากันอย่างลงตัว กระตุ้นความอยากอาหารจนแทบอดใจไม่ไหว บนจานกระเบื้องสีขาว เมล็ดข้าวสีทองอร่ามที่ผัดจนร่วนซุยถูกห่อหุ้มด้วยไข่จนทั่ว โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสดดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงด้วยศิลปะจนน่าทึ่ง
เมื่อได้เห็นผลงานตรงหน้า เฉียนจื่อไท่กลับรู้สึกเสียดายที่จะต้องใช้ช้อนตักลงไปเสียอย่างนั้น