ตอน 19
บทที่ 19 : คำพูดแบบนั้นมันอันตรายนะ
หลินฮ่าวแทบไม่มีความรู้เรื่องนาฬิกาเลย โดยเฉพาะนาฬิกาเรือนละหลายแสน หลายล้าน หรือกระทั่งหลายสิบล้าน เพราะเขาไม่เคยใส่ใจมันมาก่อน
สำหรับหลินฮ่าวในอดีต สินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องสนใจหรือแม้แต่จะคิดถึงมันด้วยซ้ำ
เมื่อจ้องมองนาฬิกาเรือนละเจ็ดแสนกว่าบนข้อมือ หลินฮ่าวก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี หลังจากค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เขาก็เริ่มเข้าใจแบรนด์ 'วาเชอรอน คอนสแตนติน' มากขึ้น
นาฬิกาเรือนที่เขาใส่อยู่นี้เรียกได้ว่าถูกออกแบบมาเพื่อนักเดินทางโดยเฉพาะ ว่ากันว่ามันสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการเดินทางของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งดีไซน์ที่ดูเรียบหรูแต่แข็งแกร่งใช้งานได้จริง แถมยังมีสายนาฬิกาที่สามารถเปลี่ยนได้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว เล่นกีฬา หรือปีนเขา
พอลองสัมผัสและพิจารณาดู หลินฮ่าวก็เริ่มรู้สึกพึงพอใจกับรางวัลการเช็คอินในวันนี้
เอาเถอะ อย่างน้อยนี่มันก็คือเงิน จะว่าเขาเห็นแก่เงินก็คงใช่ แต่หลินฮ่าวชอบ เรื่องเงินนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง จริงๆ แล้วเขาก็แค่ถูกใจนาฬิกาเรือนนี้ เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ หลินฮ่าวก็สวมนาฬิกาเรือนนี้ไว้บนข้อมือทันที
ในเมื่อมันเป็นของเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะเก็บไว้ให้ฝุ่นจับ หากมัวแต่ถนอมเพียงเพราะมันมีราคาแพง นั่นสิถึงจะเรียกว่าเสียของ ยิ่งมองนาฬิกาบนข้อมือ หลินฮ่าวก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
หลังจากจัดการหาอะไรกินในบ้านง่ายๆ เขาก็เตรียมตัวออกจากร้าน
ก่อนจะไปที่ร้าน เขาแวะเอาเสื้อผ้าสองชุดที่ซื้อเมื่อวานไปฝากซักที่ร้านซักรีดแถวนั้นก่อน เสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่โดยปกติควรจะซักก่อนสวมใส่ แต่เสื้อผ้าเหล่านี้ต่างจากที่เขาเคยใส่ บางชิ้นห้ามปั่นในเครื่องซักผ้า และวิธีซักก็มีความพิเศษ
หลินฮ่าวซึ่งขี้เกียจยุ่งยากเลยตัดสินใจส่งร้านดีที่สุด ประเด็นหลักคือเขากลัวจะทำพวกมันพัง เสื้อผ้าแต่ละตัวราคาไม่ใช่ถูกๆ ถ้าซักพังไปเขาคงปวดใจแย่ ถึงแม้จะมีเงินแล้ว แต่หลินฮ่าวก็ยังคงเป็นชายหนุ่มรุ่นใหม่ที่ประหยัดมัธยัสถ์เหมือนเดิม
วันนี้หลินฮ่าวออกจากบ้านค่อนข้างเร็ว เพราะอยากจะลองสูตรลับเสี่ยวหลงเปาที่ได้มาเมื่อวานนี้ อันที่จริงตัวเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า เสี่ยวหลงเปาที่ทำจากสูตรระดับเทพที่ระบบมอบให้จะมีรสชาติอร่อยแค่ไหน
แต่ก่อนอื่น หลินฮ่าวต้องไปตลาดสดเพื่อซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงบางอย่างที่ในร้านไม่มี
ตอนที่หลินฮ่าวมาถึงร้านก็ปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้าแล้ว เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม เขาก็เริ่มนวดแป้ง หลังจากนวดแป้งเสร็จ ก็ถึงขั้นตอนการสับหมูและปรุงไส้ ทุกอย่างทำตามสูตรเป๊ะๆ
หลินฮ่าวพบว่าในระหว่างที่ทำ เขามีความชำนาญอย่างเหลือเชื่อ ราวกับว่าผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน เหมือนกับคนที่ทำเสี่ยวหลงเปามาหลายสิบปี ทุกขั้นตอนไหลลื่นอยู่ในหัว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดาได้ว่ารางวัลที่ระบบมอบให้นั้นไม่ได้มีแค่สูตรอาหาร แต่มันรวมถึงประสบการณ์และทักษะความชำนาญในการทำเสี่ยวหลงเปามาให้ด้วย
ด้วยมือที่แคล่วคล่องอย่างยิ่ง เขาบรรจงห่อเสี่ยวหลงเปาแล้วนำไปวางเรียงในซึ้งนึ่ง
รออยู่ครู่หนึ่ง...
ไอน้ำพุ่งพล่านจากซึ้งนึ่ง เสี่ยวหลงเปาสุกได้ที่แล้ว หลินฮ่าวอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
ตอนนั้นยังไม่มีลูกค้าเข้าร้าน หลินฮ่าวเลยหยิบเสี่ยวหลงเปาขึ้นมาหนึ่งเข่ง จิ้มน้ำส้มสายชูเล็กน้อย แล้วนั่งลงลิ้มลองในร้านนั่นเอง เขาคีบเสี่ยวหลงเปาขึ้นมาเบาๆ โดยยังไม่จิ้มน้ำส้ม แล้วกัดลงไปคำหนึ่ง
ทันทีที่แป้งขาด น้ำซุปข้างในก็ทะลักออกมา หลินฮ่าวรีบสูดเข้าไป แต่เขาลืมไปว่ามันเพิ่งออกมาจากเตาร้อนๆ ผลคือโดนลวกเข้าเต็มๆ!
เกิดความโกลาหลขึ้นชั่วครู่
ทว่าหลังจากตั้งสติได้ หลินฮ่าวไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขามีสีหน้าประหลาดใจอย่างที่สุด รสชาติของเสี่ยวหลงเปานี้มันสุดยอดจริงๆ
แป้งบาง ไส้นุ่มหวานฉ่ำ น้ำซุปข้นคลั่กและหอมหวน ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลินฮ่าวได้กินเสี่ยวหลงเปาที่อร่อยขนาดนี้ ต่อให้เป็นฝีมือตัวเอง เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
ระดับฝีมือการทำเสี่ยวหลงเปาในตอนนี้ มันเหนือกว่าทักษะการทำอาหารที่เขามีอยู่ลิบลับ
ตามหลักแล้ว ต่อให้มีสูตรระดับเทพ ก็ไม่แน่ว่าเขาจะทำออกมาได้อร่อยขนาดนี้ แต่ถ้าทักษะการทำอาหารถูกอัปเกรดจนเต็มเปี่ยมโดยตรงแบบนี้ ผลลัพธ์ก็ย่อมต่างออกไป
การค้นพบนี้ทำให้หลินฮ่าวอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
เขากินเสี่ยวหลงเปาเข่งนั้นจนหมดอย่างเพลิดเพลิน รู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุด แม้ในเข่งจะมีเพียงหกชิ้นและขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่อิ่มกำลังดีเลยทีเดียว
ถ้าไม่กลัวว่าจะกินไม่หมด เขาคงอยากจะเบิ้ลอีกเข่ง
มันอร่อยเกินไปจริงๆ
หลังจากชิมฝีมือตัวเองเสร็จ หลินฮ่าวก็จัดการเก็บกวาดและเพิ่มเมนูเสี่ยวหลงเปาลงในรายการอาหารของร้าน เสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่ง ตั้งราคาไว้ที่สามสิบหยวน
ต่อให้ค่าครองชีพในเจียงไห่จะไม่ใช่เล่นๆ แต่การขายเสี่ยวหลงเปาหกชิ้นในราคาสามสิบก็ถือว่าแพงอยู่ดี ทว่าเมื่อเทียบกับรสชาติแล้ว ราคานี้ถือว่าถูกไปด้วยซ้ำ
อีกอย่าง ต่อให้แพงกว่านี้หน่อย มันก็ไม่ได้แพงจนน่าเกลียด อย่างน้อยคนทั่วไปก็ยังพอซื้อไหว
ประเด็นสำคัญคือ หลินฮ่าวต้องการสร้างที่นี่ให้เป็นร้านอาหารคุณภาพสูง เน้นความเป็นเลิศ ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วไป นอกจากนี้ ถ้าตั้งราคาเท่าร้านข้างนอก เสี่ยวหลงเปาของเขาคงขายดิบขายดีจนทำแทบไม่ทัน
แค่เปิดร้านเฉยๆ หลินฮ่าวไม่อยากทำตัวให้เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดหรอกนะ
เขารอคอยอย่างใจเย็นไม่นานนัก ลูกค้าคู่แรกก็เข้ามาเป็นคู่รักวัยรุ่น
“เยี่ยเยี่ยถึงร้านนี้เมนูจะมีไม่เยอะ แต่ข้าวผัดไข่เขาอร่อยมากนะ ผมแนะนำให้ลองดู”
ทันทีที่เดินเข้ามาในร้าน ฝ่ายชายก็พูดกับแฟนสาว ขณะที่ฝ่ายหญิงกำลังดูเมนูบนผนัง พอได้ยินแฟนหนุ่มพูด เธอก็หันไปมองเขาด้วยความสงสัยแล้วถามเบาๆ ว่า
“เสี่ยวหยางนายว่าราคาเสี่ยวหลงเปาบนเมนูเขียนผิดหรือเปล่า?”
“เสี่ยวหลงเปาเหรอ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฝ่ายชายจึงมองไปที่เมนูบนผนัง แล้วก็เห็นว่ามีรายการเสี่ยวหลงเปาเพิ่มขึ้นมาจริงๆ แต่ราคาพุ่งไปถึงสามสิบหยวน พอเห็นราคานี้ ชายหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวหยางก็อดไม่ได้ที่จะถามหลินฮ่าวว่า
“เถ้าแก่ ราคาเสี่ยวหลงเปานี่เขียนผิดหรือเปล่าครับ? เติมศูนย์มาเกินตัวหนึ่งหรือเปล่า?”
แม้การจะหาเสี่ยวหลงเปาเข่งละสามหยวนในเมืองเจียงไห่จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ราคานั้นยังดูสมเหตุสมผลกว่าราคาสามสิบหยวนที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ทว่าคำตอบที่เขาได้รับกลับทำให้เขาต้องผิดหวัง
ในเมืองเจียงไห่ จะหาเสี่ยวหลงเปาเข่งละสามหยวนได้ที่ไหนกัน?
“ไม่ผิดครับ สามสิบหยวนนั่นแหละ”
หลินฮ่าวเงยหน้ามองอีกฝ่ายแล้วตอบด้วยสีหน้าจริงจังไม่มีวี่แววของการล้อเล่นแม้แต่น้อย
“ล้อเล่นน่าเถ้าแก่? เสี่ยวหลงเปาเข่งเดียวขายสามสิบเนี่ยนะ?”
พอได้ยินคำตอบของหลินฮ่าว ฝ่ายชายก็อุทานออกมาด้วยความตกใจก่อนจะบ่นว่า
“แพงขนาดนี้ ใครจะไปกินกันครับ?”
“ถึงจะแพงหน่อย แต่รับรองว่าอร่อย” หลินฮ่าวอธิบายสั้นๆ ก่อนจะถามเชิงรุก
“สนใจจะลองสักเข่งไหมครับ?”
สำหรับลูกค้าคนแรกของวันนี้ หลินฮ่าวยังคงมีความคาดหวังอยู่ เขามั่นใจว่าถ้าอีกฝ่ายได้ลิ้มรสเสี่ยวหลงเปาของเขา พวกเขาจะรู้สึกว่ามันคุ้มค่าแน่นอน
“ช่างเถอะ เราเปลี่ยนร้านกันดีกว่า!”
ทว่าก่อนที่ฝ่ายชายจะตอบ ฝ่ายหญิงที่ชื่อเยี่ยเยี่ยก็ดึงแขนแฟนหนุ่มพลางบ่นพึมพำด้วยความเสียดายว่า
“เถ้าแก่ดูหล่อดีแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าสมองจะไม่ค่อยดี”
“เธอพูดว่าอะไรนะ?”
เสียงของหญิงสาวไม่ดังนัก แต่น่าเสียดายที่ตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ใกล้หลินฮ่าวมาก เขาเลยได้ยินเต็มสองหู เมื่อเห็นท่าทีของหลินฮ่าวที่เหมือนจะโกรธ หญิงสาวก็ตระหนักว่าตัวเองพูดพลาดไปจึงรีบปฏิเสธทันที
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้พูดอะไร”
“ผมได้ยินหมดแล้วนะ”
อันที่จริงถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธ หลินฮ่าวก็แค่ทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องก็น่าจะจบ แต่เขากลับเลือกที่จะเอาเรื่องอย่างจริงจัง
“อย่ามาขู่แฟนผมนะ!”
ตอนนั้นเอง ฝ่ายชายเห็นแฟนสาวทำท่าทางหวาดกลัว จึงรีบออกหน้าแทน
“เธอก็แค่พูดไปเรื่อย ไม่ได้ตั้งใจจะด่าคุณจริงๆ หรอก”
“แล้วเมื่อกี้เธอด่าผมว่าอะไร?”
หลินฮ่าวยังคงไม่ลดละ ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ
“เมื่อกี้ฉันพูดว่าคุณสมองไม่ดีค่ะ”
เมื่อเห็นแฟนหนุ่มกำลังจะเถียงกับหลินฮ่าว หญิงสาวก็กลัวว่าพวกเขาจะวางมวยกัน เลยจำใจต้องยอมรับและขอโทษ
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ควรพูดแบบนั้นกับคุณ”
“ไม่ใช่ๆ ผมถามประโยคก่อนหน้านี้ต่างหาก”
บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง แต่หลินฮ่าวกลับทำหน้าเอือมๆ
“หือ?”
เห็นปฏิกิริยาของหลินฮ่าว หญิงสาวก็งงๆ ก่อนจะลองถามหยั่งเชิงว่า
“ฉันพูดว่าคุณหล่อเหรอคะ?”
“พูดความจริงแบบนี้มันน่าเกลียดนะ...”
หลินฮ่าวส่งสายตาชื่นชมให้อีกฝ่ายพลางถอนหายใจเบาๆ
“คำพูดแบบนั้นมันอันตรายนะรู้ไหม”
ในขณะที่ทั้งสองคนยังไม่ทันตั้งตัว หลินฮ่าวก็เผยสีหน้า 'ถ่อมตัว' ออกมาแล้วพูดว่า
“เห็นแก่ความซื่อสัตย์ของเธอ ผมแถมเสี่ยวหลงเปาให้หนึ่งเข่งก็แล้วกัน”
มองดูเสี่ยวหลงเปาที่หลินฮ่าวส่งมาให้ ทั้งสองคนถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก...