ตอน 5

บทที่ 5 : การประเมินไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกลั่นแกล้งกลับถูกตบหน้า (ตอนต้น)


เวลาสามเดือนผ่านไปดั่งกระพริบตา ในที่สุดก็ถึงช่วงการประเมินผลผลิตรอบที่สามของนาวิญญาณ

หากผู้ใดสามารถผลิตข้าววิญญาณระดับหนึ่งได้ถึงหนึ่งพันชั่งต่อไร่ หรือมากกว่านั้น ก็จะได้รับสถานะเป็นศิษย์ชั้นในอย่างเป็นทางการ และเข้าสู่สำนักเซียนต้งถิงได้อย่างสมบูรณ์

ผู้คนต่างตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ และมายืนรออยู่บริเวณคันนา แต่ทว่าจางเอ้อร์ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประเมินผลกลับยังไม่ปรากฏตัว

สวี่ฉางชิงจึงเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิเพื่อบำเพ็ญเพียร ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยอานุภาพอันแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาฉางชิงระดับที่สาม ทำให้พลังวิญญาณในร่างเขาก่อตัวขึ้นถึงห้าสาย กระจายตัวอยู่ในแขนขาและกระดูกสันหลัง

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนยิ่ง เขาไม่จำเป็นต้องสัมผัสพืชวิญญาณทีละต้นเพื่อตรวจสอบสภาพอีกต่อไป เพียงแค่ปล่อยพลังวิญญาณออกไป ก็สามารถครอบคลุมรัศมีได้ถึงห้าเมตร ทำให้เขาสามารถล่วงรู้สถานะของพืชวิญญาณได้อย่างง่ายดาย หรือกระทั่งคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายในสามวันข้างหน้าได้

น่าเสียดายที่ในช่วงเก็บเกี่ยว พลังวิญญาณธาตุไม้เบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้ หลังจากพยายามอยู่หลายครั้งเขาก็พบว่ามันช้าเกินไป จึงต้องล้มเลิกไปในที่สุด

"โชคดีที่ครั้งนี้เป้าหมายหลักไม่ใช่เรื่องพลังวิญญาณ" สวี่ฉางชิงมองไปที่นาวิญญาณเบื้องหน้า

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ภายใต้การดูแลอย่างพิถีพิถันของเขา ต้นข้าววิญญาณต่างเติบโตอย่างงดงาม เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดเต่งตึงสมบูรณ์ รวงข้าวสีทองอร่ามไหวเอนไปตามลมดุจระลอกคลื่น ทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีจนมุมปากยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

"คนมาประเมินแล้ว!"


"จางเอ้อร์ และศิษย์พี่หลี่ซานไฉมากันแล้ว!"

"แต่คนที่สามนั่นดูแปลกหน้าจังเลยนะ"

ไม่นานนัก จางเอ้อ หลี่ซานไฉ และศิษย์ชั้นในหน้าใหม่ก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน

"ทุกท่าน นี่คือศิษย์พี่หลัวจากหุบเขาอสูรวิญญาณ!"


จางเอ้อร์แนะนำไปพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่สวี่ฉางชิง เขานึกว่าอีกฝ่ายจะดูประหม่า แต่กลับพบว่าท่าทีของคนผู้นี้สงบนิ่งกว่าใครเพื่อน หรือว่ามันยอมแพ้ต่อโชคชะตาไปแล้ว?

"คารวะศิษย์พี่หลัว!" สวี่ฉางชิงและคนอื่นๆ ต่างประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม

หลัวปู้เฉิงกล่าวเรียบๆ "ศิษย์น้องทุกท่าน ครั้งนี้ข้าจะเป็นผู้ตรวจวัดผลผลิตข้าววิญญาณให้พวกเจ้าเอง"

เขาสะบัดแขนเสื้อ วงแหวนวงหนึ่งพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ หมุนเคว้งอยู่กลางอากาศไม่กี่รอบ ก่อนที่ร่างสีทองสายหนึ่งจะพุ่งออกมาจากข้างใน พร้อมกับขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสพื้น ดั่งเสียง "ปัง!" บนคันนาปรากฏคางคกทองคำขนาดมหึมาขึ้น ร่างกายของมันเปล่งประกายสีทองอร่าม ที่แผ่นหลังมีเม็ดไข่มุกสีทองกลมเกลี้ยงเรียงรายอยู่

"อสูรวิญญาณ!" สวี่ฉางชิงและผู้คนรอบข้างต่างถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ

หลัวปู้เฉิงอธิบายว่า


"พวกเจ้าเก็บเกี่ยวกันเองเถอะ หลังจากเสร็จแล้วก็เรียกข้า คางคกจะกลืนรวงข้าวที่พวกเจ้าเก็บเกี่ยวเข้าไปในท้องเอง แล้วเราจะรู้ผลผลิตว่าได้กี่ชั่ง"

"รับทราบ!" ทุกคนพยักหน้าตอบรับด้วยความตื่นเต้น

สวี่ฉางชิงรู้สึกโชคดีเล็กน้อยเพราะผู้ที่มาประเมินครั้งก่อนเป็นศิษย์ธาตุทอง ที่ไม่ต้องให้ใครลงมือ เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ทุกอย่างก็เสร็จสิ้น หากยังเป็นคนเดิม เขาคงไม่มีโอกาสเก็บเกี่ยว 'อายุขัย' ของต้นข้าวเป็นแน่

จางเอ้อร์ไม่อยากเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง จึงเร่งเร้าด้วยความรำคาญ "เริ่มได้!"

บรรดาศิษย์นอกสำนักที่เข้าประเมินต่างหยิบเคียวขึ้นมาและเริ่มลงมือทันที สวี่ฉางชิงเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ขยันขันแข็งที่สุด

[เก็บเกี่ยว "ข้าววิญญาณคุณภาพดี" 1 ต้น อายุขัย +3 วัน]

[เก็บเกี่ยว "ข้าววิญญาณคุณภาพดี" 1 ต้น อายุขัย +3 วัน]

...

ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น สวี่ฉางชิงก็รู้สึกตื่นเต้น หากไม่กลัวว่าจะถูกสงสัย เขาก็คงจัดการเก็บเกี่ยวข้าวทั้งหมดโดยไม่หยุดพัก แต่เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น เขาจึงทำความเร็วให้เท่ากับคนรอบข้าง

จางเอ้อร์ถามยิ้มๆ "สหายหลัว ท่านคิดว่ารอบนี้จะมีคนผ่านกี่คน?"

หลัวปู้เฉิงครุ่นคิด "คราวนี้มีคนเข้าประเมินสามร้อยคน แค่ผ่านสักสิบคนก็นับว่าเก่งแล้ว"

"แล้วท่านล่ะ สหายหลี่?" จางเอ้อร์หันไปถามผู้ดูแลนาวิญญาณอีกคน

หลี่ซานไฉตอบว่า "สี่ห้าคนกระมัง"

จางเอ้อร์ไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก ส่วนหลัวปู้เฉิงก็มาแค่ตอนประเมิน เมื่อเทียบกับอีกสองคน หลี่ซานไฉจึงรู้สถานการณ์ของนาวิญญาณดีที่สุด เพราะมักจะแอบมาตรวจตราอยู่บ่อยครั้ง จึงรู้ว่าใครมีโอกาสผ่านและใครไม่มี

"ใครบ้างล่ะ?" จางเอ้อร์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"หลินอันก็คงนับเป็นหนึ่งคน" หลี่ซานไฉยักไหล่

จางเอ้อร์เลิกคิ้ว


"ข้าจำเจ้าหมอนี่ได้ มันเหลือโอกาสสอบครั้งสุดท้ายแล้วไม่ใช่หรือ? ได้ยินว่าช่วงก่อนหน้านี้มันไปขอความช่วยเหลือจากศิษย์ธาตุดินและธาตุน้ำมาช่วยอย่างงั้นหรือ?"

ต้องเข้าใจว่านาวิญญาณแห่งนี้อยู่ห่างจาก เส้นชีพจรปฐพี และ ศาลาควบคุมวารี มาก อีกทั้งการไปขอร้องคนอื่นยังต้องดูสีหน้าพวกเขาอีกด้วย เดิมทีจางเอ้อร์หมายหัวหลินอันไว้แล้ว และแอบทดสอบอยู่หลายครั้ง คิดว่าอีกฝ่ายจะตกลงเป็นผู้เช่านา แต่ไม่นึกว่ามันจะหาทางออกในมุมกลับ จนเรียกได้ว่าเดินมาถึงจุดสุดโต่ง

"ใช่แล้ว" หลี่ซานไฉพยักหน้าเบาๆ

จางเอ้อร์ถามต่อ "แล้วคนอื่นล่ะ?"

"ยังมี..." หลี่ซานไฉเหลือบมองสวี่ฉางชิง แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ พลางมองไปยังสายตาที่จ้องเขม็งของจางเอ้อร์ก็ส่ายหน้า


"รอดูผลสรุปสุดท้ายเถอะ"

เขารู้ดีว่าจางเอ้อร์แอบทำอะไรลับหลัง ความจริงแล้วศิษย์ชั้นในทุกคนที่มารับงานประเมินล้วนทำเช่นนี้ การกดขี่ข่มเหงได้กลายเป็นกฎเหล็กที่รู้กันในนาวิญญาณไปเสียแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต่างพากันเรียกคางคกทองคำ

"สวี่หยวน ข้าววิญญาณเจ็ดร้อยชั่ง การประเมินล้มเหลว!"

"จางเปิ่นซาน ข้าววิญญาณแปดร้อยชั่ง การประเมินล้มเหลว!"

"จ้าวซื่อเหยา ข้าววิญญาณหนึ่งพันชั่ง การประเมินสำเร็จ!"

การประเมินคนสามร้อยคนดำเนินตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงยามเย็น เมื่อเห็นว่าใกล้ค่ำ ในที่สุดก็เหลือเพียงสามคนสุดท้าย ซึ่งรวมถึงสวี่ฉางชิงและหลินอันด้วย ที่จริงการเก็บเกี่ยวจบลงนานแล้ว แต่เสียเวลาไปกับการต่อคิวเสียมากกว่า

"ถึงตาข้าแล้ว" หลินอันมองดูคางคกทองคำที่ขยับเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้น

จางเอ้อร์พูดเยาะเย้ยด้วยรอยยิ้ม


"ศิษย์น้องหลิน เจ้าอุตส่าห์ไปขอให้ศิษย์ธาตุดินและธาตุน้ำมาช่วย ผลการประเมินก็น่าจะผ่านแบบนอนมาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"

"เอ่อ..." สีหน้าของหลินอันเปลี่ยนไปทันที เขาได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย

ในขณะนั้น คางคกทองคำก็ขยับเข้ามาใกล้ มันแลบลิ้นสีทองออกมาอย่างรวดเร็ว กวาดต้นข้าววิญญาณเข้าปากไป ไม่นานนักเม็ดไข่มุกสีทองบนหลังของมันก็เริ่มปูดขึ้นทีละเม็ดๆ จนครบสิบเอ็ดเม็ดจึงหยุดลง

หลัวปู้เฉิงประกาศก้อง "ไข่มุกทองสิบเอ็ดเม็ด หมายถึงข้าววิญญาณหนึ่งพันหนึ่งร้อยชั่ง การประเมินสำเร็จ!"

"ในที่สุด... ฮึก!" หลินอันคุกเข่าลงกับพื้นทันที ปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจ

เพื่อที่จะเป็นศิษย์ชั้นใน เขาถึงกับยอมสละผลผลิตในอนาคตไปถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หากล้มเหลวผลที่ตามมาคงน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก โชคดีที่เขาสอบผ่าน

"ยินดีด้วยนะ" สวี่ฉางชิงรู้สึกร่วมไปกับอีกฝ่าย

"คนต่อไป..." จางเอ้อร์เหลือบมองคนที่เหลืออีกสองคน

"ถึงตาข้าแล้ว!" อีกคนหนึ่งก้าวออกมาก่อน

"จ้าวอิงใช่ไหม?" จางเอ้อร์จำคนนี้ได้ เพราะเคยคุยกันเป็นการส่วนตัว

จ้าวอิงพูดเป็นนัยว่า "ศิษย์พี่จาง ข้าตกลงตามนั้น"

"ค่อยว่ากันเถอะ" จางเอ้อร์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีที่ชัดเจน

ขณะนั้น คางคกทองคำใช้ลิ้นกวาดข้าววิญญาณเข้าปาก เม็ดไข่มุกบนหลังเริ่มปูดขึ้นทีละเม็ดๆ แต่ทว่าเมื่อถึงเม็ดที่เก้ามันกลับหยุดกึก นั่นหมายความว่าจ้าวอิงทำผลผลิตได้เพียงเก้าร้อยชั่ง ไม่ถึงหนึ่งพันชั่ง


ซึ่งหมายถึงการประเมินล้มเหลว และเป็นสัญญาณว่าเขาไม่อาจเป็นศิษย์ชั้นในได้!