ตอน 3
บทที่ 3 : ปลูกพืชคือการฝึกปราณ ใช้สิ่งนี้เป็นรากฐานแห่งเต๋า
สามวันผ่านไปเพียงชั่วพริบตา การประเมินรอบที่สามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
สวี่ฉางชิงเข้าแถวรอรับกล้าวิญญาณพร้อมกับคนอื่นๆ ทว่าเขากลับต้องมาเจอใบหน้าที่คุ้นเคยอีกครั้ง จางเอ้อร์ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
"ศิษย์น้องสวี นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว คิดทบทวนดูให้ดีหรือยัง?"
"ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง" สวี่ฉางชิงตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะรู้สึกรังเกียจเพียงใดก็ตาม
"หืม?" รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเอ้อร์หายวับไปทันที สายตาของเขาคมกริบขึ้นมาถนัดตา
ที่เขาเมตตาให้โอกาสอีกฝ่าย "เป็นศิษย์หลัก" ก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ แต่หมอนี่กลับไม่รู้จักเห็นคุณค่า แถมยังปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากการประเมินรอบที่สามสิ้นสุดลง เขาจะต้องทำให้อีกฝ่ายชดใช้อย่างสาสม
สวี่ฉางชิงไม่อยากเสียเวลา จึงเอ่ยเตือน "กล้าวิญญาณข้าล่ะ"
"หึ" จางเอ้อร์โยนถุงเก็บของใบเล็กที่บรรจุกล้าวิญญาณให้อย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อสวี่ฉางชิงรับมาแล้ว เขาก็ยังไม่จากไปในทันที แต่เปิดถุงออกแล้วส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจตรวจสอบ เมื่อมั่นใจว่ากล้าวิญญาณไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จึงหันหลังเดินจากไป
ไม่นานเขาก็มาถึงไร่วิญญาณระดับหนึ่งที่ตนดูแลอยู่ ทว่ากลับเห็นใครบางคนยืนรออยู่ตรงนั้นใครกัน? คนที่มีรากวิญญาณดินที่ช่วยหลินอันพรวนดินคนนั้น! เดิมทีเขากำลังคิดจะไปหาอีกฝ่ายอยู่พอดี ไม่นึกว่าจะมาหาถึงหน้าไร่ด้วยตัวเอง
ทันทีที่เห็นสวี่ฉางชิงเดินมา ชายคนนั้นก็ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยทัก
"สหายเอ๋ย นี่คือไร่วิญญาณที่ท่านดูแลอยู่หรือ?"
"ใช่" สวี่ฉางชิงพยักหน้า
"ข้าชื่อหานซู่เป็นศิษย์ที่มีรากวิญญาณดิน" หานซู่แนะนำตัว
"สวี่ฉางชิง" สวี่ฉางชิงตอบ
หานซู่รีบพูดขึ้นทันที "สหายสวี่ ไร่วิญญาณผืนนี้ของท่านดูไม่ปกติเลยนะ"
"เจ้าดูออกด้วยหรือ?" สวี่ฉางชิงถาม
"หากข้าเดาไม่ผิด ผลผลิตน่าจะต่ำและพืชวิญญาณก็เติบโตได้ไม่ดีใช่หรือไม่?" หานซู่ย้อนถามกลับ
"ถูกต้อง เป็นเพราะเหตุใดกัน?" สวี่ฉางชิงรีบถามต่อทันที
หานซู่ยิ้มมีเลศนัย "ข้าตื่นรู้รากวิญญาณดินจึงสัมผัสกับปราณปฐพีได้ไวมาก ปราณปฐพีในไร่ของท่านผืนนี้... เหมือนจะถูกดึงออกไปส่วนหนึ่งนะ"
"เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ" สวี่ฉางชิงสูดหายใจลึก
ทำไมจางเอ้อร์ถึงตามตอแยไม่เลิก? แถมยังมั่นใจนักหนาว่าเขาจะสอบผ่านครั้งที่สามไม่ได้? เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรู้ความลับของไร่ผืนนี้ดี หรือบางที...
"สหายสวี่ ข้าช่วยเติมเต็มปราณปฐพีให้ท่านได้นะ"
แววตาของหานซู่เป็นประกายเจ้าเล่ห์ เขาไม่คิดเลยว่างานนี้จะมีลาภปาก อาจจะทำเงินได้มหาศาลเลยทีเดียว
"แลกกับอะไร?" สวี่ฉางชิงรู้ดีว่าไม่มีของฟรีในโลก
หานซู่ตอบทันควัน "ศิลาวิญญาณระดับต่ำสิบก้อน หรือไม่ก็หนึ่งในสิบของผลผลิตในทุกๆ รอบ"
"ศิลาวิญญาณข้าไม่มี และหนึ่งในสิบของผลผลิตก็เป็นไปไม่ได้" สวี่ฉางชิงแม้จะต้องการความช่วยเหลือแต่เขาก็ไม่ได้โง่
หากเขาได้เป็นศิษย์หลัก เขาจะได้รับไร่วิญญาณระดับสองหนึ่งหมู่ ซึ่งผลผลิตย่อมเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือประมาณสองพันจิน การที่หมอนี่จะขอหนึ่งในสิบ นั่นเท่ากับต้องเสียข้าววิญญาณไปถึงสองร้อยจิน ถ้าเป็นแค่ครั้งเดียวเขาก็พอจะกลั้นใจยอม แต่การที่อีกฝ่ายพยายามจะมาขอแบ่งทุกรอบแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าจ้องจะเอาเปรียบเขาเพราะรู้ว่าเขากระหายที่จะผ่านการทดสอบ
หานซู่กะพริบตา "สหายสวี่ พอท่านได้เป็นศิษย์หลักแล้ว ความสูญเสียเพียงแค่นี้จะนับเป็นอะไรไปได้?"
สวี่ฉางชิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "เพราะเหตุนั้นแหละ ข้าถึงให้ไม่ได้"
"ข้าก็ร่วมมือกับหลินอันแบบนี้แหละ" หานซู่แบมือสองข้างทำหน้าตายราวกับเป็นเรื่องปกติ
"เขาเป็นเขา ข้าเป็นข้า" สวี่ฉางชิงยังคงยืนกรานไม่ยอมถอย
"งั้น... ท่านจะเอาอย่างไร?" หานซู่เห็นท่าทีแข็งกร้าวของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่อยากปล่อยงานนี้ไป
สวี่ฉางชิงพูดอย่างจริงใจ
"รอบนี้ข้าให้หนึ่งในสิบตามที่เจ้าขอ ส่วนรอบถัดไปค่อยว่ากันใหม่" หากเขามีศิลาวิญญาณเขาคงจ่ายไปนานแล้ว ทำได้เพียงเสนอแบบนี้
"หา?" หานซู่เบิกตากว้าง
สวี่ฉางชิงเตือนสติ "อย่าลืมนะว่าคนที่มีรากวิญญาณดินไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียว"
หานซู่กลอกตาไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพยักหน้า "ตกลง" เขารู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนจะใจป้ำเหมือนหลินอัน แต่ตราบใดที่ยังมีกำไร ขนยุงแม้จะเล็กน้อยก็ยังเป็นเนื้ออยู่ดี
"งั้นเริ่มเลย" สวี่ฉางชิงผายมือ
"ดูไว้ให้ดี" หานซู่ฉีกยิ้ม ก่อนจะถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าลงไปในไร่ เนื่องจากสวี่ฉางชิงพรวนดินและกำจัดวัชพืชไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่ต้องทำขั้นตอนเหล่านั้นและเริ่มใช้วิชา วิถีนำปฐพี ทันที
กระบวนการทั้งหมดคือการดึงเอาปราณปฐพีที่ล่องลอยอยู่ในธรรมชาติให้ไหลเวียนลงสู่ใต้ดิน เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกสูบออกไป ทำให้สารอาหารในดินกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
สวี่ฉางชิงมองภาพนั้นแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อปราณปฐพีครบถ้วน ผลผลิตย่อมงอกงาม และจะไม่มีใครสงสัยว่าเขามีตัวช่วยลับ
"เสร็จเรียบร้อย" ไม่นานนัก หานซู่ที่ใบหน้าดูซีดเซียวก็กลับขึ้นมาบนคันนา
สวี่ฉางชิงเห็นสีหน้าแปลกๆ ของอีกฝ่ายจึงอดถามไม่ได้ "เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่เป็นไร แค่ดูดซับปราณปฐพีมากไปหน่อยน่ะ" หานซู่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
สวี่ฉางชิงพยักหน้าเล็กน้อย "งั้นก็ดีแล้ว"
"มา ทำสัญญากันเถอะ" หานซู่หยิบยันต์เหลืองใบหนึ่งออกมา
สวี่ฉางชิงจรดชื่อของตนลงไป ก่อนจะหยดเลือดหนึ่งหยดจากปลายนิ้วชี้ลงบนยันต์ หานซู่ทำตามเช่นเดียวกัน ทันทีที่ทำเสร็จ ยันต์เหลืองที่ดูหม่นหมองก็เปล่งแสงจางๆ ออกมา นั่นหมายความว่าข้อตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว หากสวี่ฉางชิงผิดสัญญา ผู้ดูแลสำนักจะเป็นผู้จัดการด้วยตนเอง ต่อให้เขาจะสอบไม่ผ่านจนไม่ได้เป็นศิษย์หลัก แต่หากหานซู่นำยันต์ใบนี้ไปยื่นให้ผู้ดูแล เขาก็ยังแลกข้าววิญญาณได้หนึ่งร้อยจิน แม้จะเป็นข้าววิญญาณระดับหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่มันก็ยังเป็นข้าววิญญาณอยู่ดี
"ร่วมงานกันอย่างมีความสุข ครั้งหน้าเรียกหาข้าอีกนะ"
หานซู่เผยรอยยิ้มพอใจ ข้าววิญญาณอุดมไปด้วยคุณค่าและพลังปราณ สามารถกินต่อเนื่องได้โดยไม่มีผลเสีย แถมยังช่วยเพิ่มระดับพลังปราณในร่างได้อย่างช้าๆ แม้จะเป็นเพียงการร่วมมือชั่วคราว แต่เขาก็ไม่ขาดทุน เพราะสิ่งที่เสียไปก็แค่พลังปราณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากนั้นหานซู่ก็เดินจากไปอีกทาง
สวี่ฉางชิงมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายพลางหรี่ตาลง จางเอ้อร์นั้นเหี้ยมเกรียมที่สุดเพราะต้องการรวบยอดทั้งหมด ส่วนหานซู่นั้นยังถือว่าดีกว่าเพราะเอาแค่หนึ่งในสิบ หากไม่มีนิ้วทองคำของเขา ป่านนี้เขาคงต้องจำยอมจำนนไปแล้ว
...
หลังจากนั้น สวี่ฉางชิงก็ทำเช่นเดียวกับศิษย์นอกสำนักคนอื่นๆ ที่มีรากวิญญาณไม้ พวกเขาทุกคนเริ่มลงมือปลูกกล้าวิญญาณรอบไร่ แต่มันไม่ใช่แค่การปลูกธรรมดา หากต้องใช้พลังปราณอันเบาบางในร่างห่อหุ้มกล้าวิญญาณไว้ก่อนจะนำลงดิน
ดูเหมือนเป็นเพียงขั้นตอนเพิ่มที่เปลืองพลังปราณ ทว่าในความเป็นจริง นี่คือหนึ่งในวิธีการฝึกปราณ
ดังคำกล่าวที่ว่า "การทำนาคือการฝึกปราณ" ในช่วงเริ่มต้นของการฝึกปราณนั้น ในร่างจะมีพลังเพียงสายเดียว การฝึกฝนเช่นนี้จะช่วยให้พลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเก้าสาย ซึ่งจากนั้นจำเป็นต้องอาศัยปราณไม้จำนวนมหาศาลเข้ากระแทกจุดชีพจรจึงจะทะลวงระดับได้
วันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ผืนนาที่เคยว่างเปล่าค่อยๆ เต็มไปด้วยกล้าวิญญาณ พลังปราณในร่างของสวี่ฉางชิงก็เพิ่มจาก "สามสาย" มาถึง "หกสาย" และในวินาทีที่เขานำกล้าวิญญาณต้นสุดท้ายที่ห่อหุ้มด้วยพลังปราณเสียบลงไปในดิน ทันใดนั้น กล้าวิญญาณทั้งหมดก็เกิดการสั่นสะเทือนสอดประสานกัน ไม่เพียงแค่จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนตาเห็นเท่านั้น แม้แต่ปริมาณปราณไม้ในอากาศก็ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
สถานการณ์ในไร่ของคนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่กระจัดกระจาย จนกระทั่งเชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ สุดท้ายพืชวิญญาณในไร่ทั้งหมดก็เริ่มเติบโตพร้อมกับปลดปล่อยปราณไม้ที่เข้มข้นออกมา
"ปราณไม้รอบนี้เข้มข้นจริงๆ!"
"ถ้าโชคดีอาจจะทะลวงระดับได้เลยนะ!"
"แค่เคล็ดวิชาฉางชิงยังไม่ถึงขั้นสอง ไม่มีทางทะลวงระดับได้หรอก!"
ในเวลานี้ ศิษย์นอกสำนักทุกคนในไร่ต่างนั่งขัดสมาธิลงบนคันนา ต่างฝ่ายต่างเร่งโคจรเคล็ดวิชาฉางชิงเพื่อดูดซับปราณไม้ที่เข้มข้นรอบกาย
การทำนาแบ่งออกเป็นสามช่วง ซึ่งสัมพันธ์กับสามระดับการเติบโต :
ช่วงเติบโต – สอดคล้องกับระยะกล้าพันธุ์
ช่วงคงตัว – สอดคล้องกับระยะเจริญเติบโต
ช่วงโรยรา – สอดคล้องกับระยะเก็บเกี่ยว
ในบรรดานี้ ช่วงเติบโตและช่วงคงตัวให้ผลประโยชน์แก่ศิษย์ที่มีรากวิญญาณไม้มากที่สุด เพราะสามารถดูดซับปราณไม้ที่เข้มข้นได้ทุกวัน ระดับพลังจึงจะเติบโตได้ในช่วงนี้ ส่วนระยะเก็บเกี่ยว ปราณไม้จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ส่งผลให้การบำเพ็ญเพียรช้าลง
...
สวี่ฉางชิงก็กำลังฝึกฝนอยู่เช่นกัน และเขารู้สึกว่า... มันยอดเยี่ยมมาก
เคล็ดวิชาฉางชิงได้รับการยกระดับถึงขั้นที่สอง ส่งผลให้ความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้น 20% สำหรับคนอื่นนั้นเปรียบเสมือนการจิบน้ำทีละนิด แต่สำหรับสวี่ฉางชิงนั้นเขาซดดื่มราวกับ "วาฬกลืนมหาสมุทร" ไม่เพียงแต่ความเร็วในการฝึกจะสูงสุดเท่านั้น เขายังแย่งชิงปราณไม้รอบข้างมาเป็นของตนทั้งหมด แม้เขาจะสอบไม่ผ่านสองครั้ง แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับมาตลอดก็ทำให้พลังปราณในร่างสะสมไว้จนถึงจุดหนึ่งแล้ว
เมื่อปราณไม้มหาศาลทะลักเข้าสู่ร่าง เขาก็ได้ยินเสียง "ซ่า" พลังปราณเริ่มแตกตัวและเพิ่มจำนวนจากหกสายเป็นเก้าสายอย่างรวดเร็ว
ปกติแล้วควรจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้และติดขัดอยู่ที่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยผลลัพธ์ของความเร็วในการฝึกที่เพิ่มขึ้นอีก 20% ปราณทั้งเก้าสายก็ค่อยๆ หลอมรวมกัน จากตอนแรกที่เป็นเพียงเส้นสายบางเบา ทว่าเมื่อถูกปราณไม้กระแทกอย่างต่อเนื่อง มันก็เริ่มควบแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนหลอมรวมจาก "เส้น" กลายเป็น "สาย" ที่แข็งแกร่ง
แม้ดูเหมือนจำนวนจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ความเข้มข้นของพลังปราณกลับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
"ข้า... ทะลวงระดับแล้วงั้นหรือ?" สวี่ฉางชิงตกตะลึง เขาไม่รอช้ารีบเรียกหน้าต่างคุณลักษณะขึ้นมาดู
[สวี่ฉางชิง]
[เพศ: ชาย]
[อายุ: 18 ปี]
[อายุขัยที่เหลือ: 4414 วัน]
[รากวิญญาณไม้] (ผลลัพธ์ที่หนึ่ง: ความใกล้ชิดกับพืชพรรณ)
[การฝึกปราณขั้นกลาง] (ผลลัพธ์ที่หนึ่ง: ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น) (ผลลัพธ์ที่สอง: เลือดลมแข็งแกร่งขึ้น)
"เพิ่มอายุขัยสิบปีงั้นหรือ?" สวี่ฉางชิงเบิกตากว้าง
[เคล็ดวิชาฉางชิง (ขั้นสอง) ↑]
[ต้องการใช้เวลาอายุขัย 2600 วัน เพื่อยกระดับเคล็ดวิชาชางชิงจากขั้นสองเป็นขั้นสามหรือไม่?]