ตอน 3
บทที่ 3 ก้อนนุ่มฟูสีครีม
หลังจากออกจากมิติ หลีลั่วยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิมบนเตียง
เธอขยับตัวลงจากเตียง สวมรองเท้าสลิปเปอร์รูปกระต่ายน้อยลายการ์ตูน แล้วผลักประตูห้องนอนเดินตรงไปยังตู้เย็น
บ้านของหลีลั่วอยู่ที่เมือง N และเธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมือง N เช่นกัน บ้านที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้เป็นบ้านที่คุณแม่ซื้อให้ตอนเธออายุ 18 ปี พอเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากบ้านหลังนี้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก ประกอบกับหลีลั่วเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ชอบใช้ชีวิตร่วมกันในหอพักส่วนรวม เธอจึงย้ายออกจากบ้านมาอยู่คนเดียว
เดิมทีเธออาศัยอยู่กับคุณแม่ แต่คุณแม่มีงานแน่นเอียดจนยุ่งมาก มักจะต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นบ่อยๆ เวลาส่วนใหญ่หลีลั่วจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว อีกทั้งบ้านหลังเดิมนั้นอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมาก การที่หลีลั่วย้ายออกมาอยู่คนเดียวจึงสะดวกกว่ามาก
เมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่น
ทันใดนั้น ร่างกลมดิ๊กสีครีมก้อนหนึ่งก็สาวเท้าก้าวสั้นๆ อย่างเริงร่าและแผ่วเบา วิ่งเข้ามาคลอเคลียที่ข้างเท้าของหลีลั่ว
“ทู่โต้ว...”
หลีลั่วหย่อนตัวนั่งลงอุ้มก้อนเนื้อน้อยขึ้นมา เอ่ยเรียกชื่อมันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะอื้นไห้ ทู่โต้วเป็นแมวพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ สีครีม (Cream British Shorthair) ที่หลีลั่วรับมาเลี้ยงตอนเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย
หลีลั่วชอบสัตว์ตัวเล็กๆ มาตั้งแต่เด็กและอยากเลี้ยงมาโดยตลอด แต่คุณแม่ไม่เห็นด้วย เพราะตอนนั้นหลีลั่วยังเป็นแค่เด็กน้อย ขนาดตัวเองยังดูแลไม่รอดแล้วจะไปดูแลสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร ส่วนคุณแม่เองก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูแลเช่นกัน
พอโตขึ้นมาหน่อย หลีลั่วก็ต้องทุ่มเทให้กับการเรียน จึงค่อยๆ ละทิ้งความคิดที่จะเลี้ยงสัตว์ไป จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยด้วยความบังเอิญอย่างที่สุดตอนที่หลีลั่วเพิ่งย้ายออกมาอยู่คนเดียวได้ไม่นาน เธอก็ไปเจอเจ้าตัวเล็กนี่ตรงบันไดตึก
เนื้อตัวของมันสกปรกมอมแมมจนมองไม่เห็นสีขนเดิม แถมยังเป็นโรคผิวหนังสารพัดชนิด เดินก็กะพร่องกะแพร่งสั่นเทา บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่มันถูกทิ้ง หลีลั่วไม่ได้คิดอะไรมาก รีบพาเจ้าตัวเล็กไปโรงพยาบาลสัตว์ หลังจากรักษาจนหายดีก็เลี้ยงดูมันไว้ข้างกายมาตลอด
ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อให้มันว่า ทู่โต้ว (มันฝรั่ง) ก็เพราะตอนที่เก็บมาได้ใหม่ๆ สภาพของมันช่างน่าสงสารเหลือเกิน มอมแมมไปทั้งตัวเหมือนกับมันฝรั่งที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากดินไม่มีผิด
ทู่โต้วอยู่เคียงข้างหลีลั่วตลอดช่วงเวลาในมหาวิทยาลัย ในใจของหลีลั่วได้นับมันเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวไปนานแล้ว ในชาติก่อนหลังจากภัยพิบัติปะทุขึ้น หลีลั่วตั้งใจจะพาทู่โต้วไปหาคุณแม่ แต่พอออกจากลิฟต์มา ก็มีซอมบี้ตัวหนึ่งพุ่งกระโจนเข้ามา หมายจะขย้ำกัดหลีลั่ว
ในวินาทีวิกฤตชี้เป็นชี้ตายนั้น ทู่โต้ว...ที่ปกติแล้วขี้กลัวขนาดแค่ได้ยินเสียงคนเคาะประตูก็จะรีบวิ่งไปแอบ กลับพุ่งเข้าใส่ซอมบี้ราวกับคลั่ง อุ้งเท้าทั้งสี่เกาะหัวซอมบี้ไว้แน่นแล้วเริ่มกัดทึ้งอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าตัวเล็กๆ ของมันจะไปเป็นคู่ต่อสู้ของซอมบี้ได้อย่างไร...
กระนั้น ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่าวินาทีนี้ ก็ช่วยยื้อโอกาสรอดชีวิตอันริบหรี่ให้กับหลีลั่วได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อ้อมแขนที่หลีลั่วใช้อุ้มทู่โต้วก็กระชับแน่นขึ้น ร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนน้ำตาอาบแก้ม...
“ชาตินี้ ฉันจะไม่ยอมสูญเสียพวกแกไปอีกแล้ว!” หลีลั่วสาบานในใจอย่างแน่วแน่
เมื่อรับรู้ได้ถึงอารมณ์โศกเศร้าของหลีลั่ว ทู่โต้วก็ไม่ดิ้นรน ยอมปล่อยให้หลีลั่วอุ้มมันอยู่อย่างนั้น แถมยังคอยเลียเส้นผมของหลีลั่วเป็นพักๆ หลังจากร้องไห้อยู่พักใหญ่ หลีลั่วก็ค่อยๆ ปรับอารมณ์ได้ เธอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาบ่ายแล้ว ต้องรีบหาอะไรให้ทู่โต้วกินด้วย
เธอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาในห้องนั่งเล่น มันแสดงเวลา 09:16 น.
“นาฬิกานี่เวลาไม่ตรงแฮะ สงสัยถ่านจะหมดมั้ง”
หลีลั่วคิดในใจพลางเดินกลับเข้าห้องนอนไปหยิบโทรศัพท์มือถือ แต่พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ยังคงเป็นเวลา 09:16 น. คราวนี้หลีลั่วถึงกับมึนงง ตอนที่เธอตื่นมันเป็นเวลาแปดโมงเช้า ถึงแม้ตอนอยู่ในมิติจะไม่ได้ดูเวลา แต่ยังไงก็น่าจะผ่านไปประมาณ 5-6 ชั่วโมงแล้ว
“หรือเป็นเพราะเพิ่งเกิดใหม่ ระบบรับรู้เรื่องเวลาเลยยังสับสนอยู่?”
“ช่างเถอะ เลิกคิดเรื่องนั้นก่อนดีกว่า เติมกระเพาะให้เต็มก่อน”
เพราะมัวแต่เสียเวลาไปนาน ตอนนี้หลีลั่วหิวจนเริ่มมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำแล้ว เธอวางโทรศัพท์ลง จากนั้นก็เติมอาหารและน้ำในชามของทู่โต้วจนเต็ม
เมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าตู้เย็น หลีลั่วถึงกับอึ้งไป ในตู้เย็นเต็มไปด้วยเครื่องดื่ม แผ่นมาสก์หน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม มีทุกอย่าง...ยกเว้นของกิน...
ลืมไปได้ยังไงกัน หลีลั่วคนก่อนหน้านี้ทำอาหารเป็นที่ไหน วันๆ ถ้าไม่สั่งเดลิเวอรี่ ก็กินที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย ไม่ก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป...จริงด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!
หลีลั่วเดินเข้าห้องครัวเปิดตู้เก็บของรื้อค้นทันทีขอบคุณสวรรค์ ยังเหลือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองซองสุดท้ายพอดี หลีลั่วประคองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองซองนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ
ต้องรู้ก่อนนะว่าในชาติก่อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนที่มีค่ามาก! มันมีราคาค่างวดยิ่งกว่าทองคำเสียอีก มีผู้คนตั้งเท่าไหร่ที่ต้องสู้กันจนหัวร้างข้างแตกเพียงเพื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่คำเดียว
ไม่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานานหลายปี พอคิดถึงรสชาติของมัน น้ำลายในปากของหลีลั่วก็เริ่มสอออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“โครก...โครก...” เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นอีกระลอก
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป หลีลั่วลงมือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งสองซองอย่างรวดเร็ว เมื่อได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ได้สัมผัสมาแสนนาน หลีลั่วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ไม่สนใจว่ามันจะร้อนลวกปากหรือไม่ เธอเริ่มสวาปามกินอย่างตะกละตะกลาม
ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที บะหมี่ชามโตก็สะอาดวับ แม้แต่น้ำซุปบะหมี่ชามใหญ่ก็ถูกซดจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือหรอ
เอิ๊ก...
เสียงเรอแสดงความอิ่มดังขึ้น หลีลั่วลูบท้องที่ป่องออกมาพลางดื่มด่ำกับรสชาติตกค้างของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยความพึงพอใจ เมื่อกี้เธอกินเร็วเกินไปจนไม่ได้ลิ้มรสอย่างละเอียด
ในชาติก่อน การกินอาหารต้องทำด้วยความรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นจะถูกคนอื่นแย่งไป จะมีเวลาที่ไหนมาละเลียดชิมรสชาติอาหารกันเล่า ความเร็วในการกินราวกับพายุหมุนของหลีลั่วก็ถูกฝึกปรือมาจากช่วงเวลานั้นนั่นเอง
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้ว หลีลั่วเดินไปที่ตู้เย็นอีกครั้ง หยิบน้ำโคล่าซ่าๆแช่เย็นเจี๊ยบออกมาขวดหนึ่ง เมื่อกี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่ทันรู้รส คราวนี้มาลิ้มรสโคล่าหน่อยแล้วกัน เธอเปิดฝาขวดแล้วกระดกอึกใหญ่
โคล่าราคา 3 หยวน อึกแรกนี่ให้ความรู้สึกฟินคุ้มค่าไปแล้ว 2.5 หยวนเลยทีเดียวสมบูรณ์แบบ!
อาหารมื้อนี้ทำเอาหลีลั่วซาบซึ้งจนอยากจะหลั่งน้ำตา
ในตอนนั้นเอง เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลีลั่วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู บนหน้าจอแสดงชื่อผู้ติดต่อว่า "ผู้จัดการจ้าว" หลีลั่วกดรับสายปลายสายพ่นคำด่าทอใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา
"หลีลั่ว! เธอหันไปดูซิว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว? วันนี้กลุ่มของเรามีประชุมสำคัญ! เมื่อวานฉันบอกในไลน์กลุ่มว่ายังไง? ห้ามใครมาสายเด็ดขาด!"
"เธอหมายความว่ายังไง? ไม่อยากทำแล้วใช่ไหม? ไม่อยากทำก็ไสหัวไปเลย!"
หลีลั่วใช้นิ้วนวดหูที่โดนเสียงแผดแปดหลอดจนอื้ออึงพลางกลอกตาบนอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยว่า
"อ๋อ ขอโทษทีค่ะ พอดีฉันตั้งใจจะลาออกวันนี้อยู่แล้ว ลืมบอกคุณไป บ่ายนี้ฉันจะเข้าไปจัดการเรื่องเอกสารลาออก ไม่ต้องโทรมาหาฉันอีกนะคะ"
จากนั้นเธอก็กดวางสายโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบกลับ พร้อมกับบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการจ้าวคนนี้ไปทันที
หลีลั่วเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เธออยู่ปีสี่และอยู่ในระหว่างฝึกงาน นี่คือหัวหน้าในที่ทำงานของเธอ ผู้จัดการจ้าวคนนี้มีชื่อว่า จ้าวหย่งเฉียงเป็นชายวัย 40 ต้นๆ หน้าตาบ้านๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น ทว่านิสัยกลับเป็นคนลามกหยาบโลน แถมยังเป็นคนพาลเจ้าเล่ห์เพทุบายและจิตใจคับแคบ
บอกว่าเป็นผู้จัดการ แต่จริงๆ ก็เป็นแค่หัวหน้าทีมเล็กๆ วันๆ เอาแต่สั่งประชุม ซึ่งเรื่องที่พูดก็มีแต่เรื่องหยุมหยิม ไร้สาระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหางานเลยสักนิด
อาจเป็นเพราะทั้งชีวิตไม่เคยได้เป็นหัวหน้า พอสบโอกาสได้เป็นเข้าหน่อย ก็รีบใช้อำนาจหน้าที่โขกสับชี้นิ้วสั่งคนใต้บังคับบัญชาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวหย่งเฉียงคนนี้ยังชอบลวนลามพนักงานหญิงหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทเป็นพิเศษ
คนที่เข้ามาใหม่ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นนักศึกษาฝึกงานที่ยังไม่มีประสบการณ์ทางสังคม เมื่อต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็มักจะทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร
ตอนที่หลีลั่วเข้ามาใหม่ๆ เธอก็ถูกจัดให้อยู่ในทีมของจ้าวหย่งเฉียง
ช่วงแรกๆ จ้าวหย่งเฉียงทำเป็นพูดจาดี หน้าเนื้อใจเสือ แสร้งทำตัวเป็นผู้ดีมีการศึกษา แต่แท้จริงแล้วก็แค่ต้องการหาโอกาสเอาเปรียบหลีลั่วจนกระทั่งวันหนึ่ง จ้าวหย่งเฉียงสบโอกาสและกำลังจะลงมือทำเรื่องชั่วช้า ก็โดนหลีลั่วจับได้เสียก่อน
แม้ว่าเธอจะเป็นคนเก็บตัว แต่เธอก็ไม่ใช่ประเภทที่ยอมโดนรังแกถึงหัวจราดแล้วจะนิ่งเฉยไม่ทำอะไร หลีลั่วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดกล้อง ยื่นไปจ่อประจันหน้าของจ้าวหย่งเฉียงทันที
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลีลั่วก็กลายเป็นเสี้ยนหนามของจ้าวหย่งเฉียง ในเรื่องงานจ้าวหย่งเฉียงมักจะคอยกลั่นแกล้งและขัดขาเธออยู่ตลอดเวลา จนทำให้หลีลั่วต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากและขมขื่นใจ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลีลั่วก็รู้สึกโกรธจนฉุนกึก เธอกำหมัดแน่นและคิดในใจ
"แกคอยดูเถอะ ดูซิว่าฉันจะจัดการแกยังไง!"
เธอหยัดยืนขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ หลีลั่วเตรียมตัวจะชำระร่างกาย อาบน้ำสักรอบ เพื่อที่ตอนบ่ายจะได้เข้าไปจัดการเรื่องลาออกที่บริษัทฝึกงาน
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องน้ำและยืนอยู่หน้ากระจก เงาในกระจกพลันสะท้อนภาพของเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน บนใบหน้าขาวนวลผุดผ่อง ดวงตากลมโตทอประกายใสกระจ่างสั่นไหวระริก จมูกโด่งรั้นเรียวสวย ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับดั่งผ้าไหมชั้นดีทิ้งตัวสลวยแผ่กระจายลงมาถึงช่วงเอว รูปร่างโปร่งระหง เอวคอดกิ่ว ขาเรียวยาว ผิวพรรณขาวเนียนราวกับหิมะ
หลีลั่วยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเอง ความรู้สึกหลากสายพรั่งพรูเข้ามาจนบอกไม่ถูก เธอจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้ส่องกระจกมานานแค่ไหน จำได้เพียงว่าในชาติก่อน เส้นผมที่ยาวสลวยถึงเอวถูกเธอตัดสั้นกุดจนแหว่งวิ่นเหมือนหมาแทะ ส่วนตามเนื้อตัวและใบหน้าก็ทิ้งรอยแผลเป็นพุพองและน่ากลัวไว้ระลอกแล้วระลอกเล่าเนื่องจากวิกฤตการณ์ต่างๆ
เพราะมันเป็นวันสิ้นโลกแล้ว เธอจึงไม่ได้ใส่ใจในรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ความงดงามมีแต่จะนำพาอันตรายมาสู่ตัว การทำตัวให้ขี้เหร่หน่อยกลับเป็นเรื่องที่ดี...
หลีลั่วถอดเสื้อผ้าออกจนหมด เปิดน้ำ และก้าวเข้าไปยืนอยู่ใต้ฝักบัว การอาบน้ำนี่มันสบายจริงๆ แทบจะลืมไปแล้วว่าความรู้สึกของการอาบน้ำมันเป็นอย่างไร
หลีลั่วอาบน้ำรอบนี้ยาวนานเกือบสองชั่วโมง ทู่โต้วที่อยู่หน้าประตูห้องน้ำร้อนรนจนทนไม่ไหว ทั้งส่งเสียงร้องเหมียวๆ ทั้งใช้อุ้งเท้าตะกุยตะกายประตู
เมื่อเธอเปิดประตูออกมา ทู่โต้วก็รีบวิ่งเข้ามาคลอเคลียที่ข้างเท้าของหลีลั่ว ทั้งถูทั้งดมเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นว่าเธออยู่ดีมีสุขไม่ได้จมน้ำตาย มันถึงได้ยอมวางใจ
หลีลั่วฟัดเจ้าก้อนนุ่มฟูน้อยอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากบ้าน ที่บ้านไม่มีของกินเหลือแล้ว หลีลั่วตั้งใจว่าจะไปจัดการมื้อเที่ยงข้างนอก กินเสร็จแล้วก็ถือโอกาสไปทำเรื่องลาออกที่บริษัทพอดี
เธอสะพายกระเป๋าเป้ที่เตรียมไว้ หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วก้าวเดินออกจากบ้านทันที